เวียตนาม….08…. ในกล่องมีภาพนั้น รวมทั้งภาพนี้
เราลุกขึ้นมาอาบน้ำตอนหกโมงครึ่ง หลังจากผ่านการนอน อย่าเรียกว่านอนเลย เรียกว่าเผลอหลับไปแล้วกันเมื่อตอนตี 5 เวลาที่ไฟฟ้าเจ้ากรรมเพิ่งจะมา แอร์คอนดิชั่นตั้งหน้าตั้งตาทำงานของมันอย่างตั้งใจ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ เอามันติดตัวไปฮาลองซะด้วยดีมั๊ยเนี่ย ชดเชยกับการหยุดชดเชยเมื่อคืนที่ผ่านมา สำหรับอาโออิไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ผมว่าในตัวเธอน่าจะมีปุ่มโหมด sleep เหมือนในคอมพิวเตอร์นะ กดปุ๊บหลับปั๊บหยุดการใช้งานของร่างกายโดยสิ้นเชิง โชคดีไปนะ ฮึ่มมมม….

ยืนรอรถหน้า BamBoo ประมาณ 8 โมงกว่ากว่ารถตู้หลังคาทรงสูงก็เข้ามาเทียบท่าหน้าโรงแรม เราเป็นคนสุดท้ายของกรุ๊บนี้ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 14 คนรวมทั้งไกด์และคนขับรถด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อม ได้เวลามุ่งหน้าสู่ฮาลองเบย์

เรากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกจากฮานอย ไม่นานรถตู้พาเราข้ามสะพาน Chuong ซึ่งพาดผ่านแม่น้ำแดงที่ทอดตัวกว้างยาวอยู่เบื้องล่าง จากบนสะพานเราสามารถมองเห็นอีกสะพานที่มีชื่อว่าสะพาน Long Bien ซึ่งทอดตัววิ่งคู่ขนานกับไปกับเราเช่นเดียวกัน

ชั่วโมงกว่ากับทิวทัศน์ท้องทุ่งนากว้างสุดปลายตาดูเขียวสดสวยงาม ใครบางคนบนรถว่ามันก็เหมือนกับต่างจังหวัดบ้านยูนะ ดูไม่แตกต่างกันเลย แน่นอนพี่ไทยแลนด์ไม่ได้อยู่ทวีปแอนตาร์กติกนี่ครับจะได้ไม่ได้ทำนากัน ติดกันซะขนาดนี้ (หรือว่าแอนตาร์กติกเค้าทำนากัน ไม่เคยไปซะด้วยแฮะ) ใครบางคนจากอเมริกันยังถามด้วยความอยากรู้หรือโง่แท้ไม่มีใครแจ้งว่า แล้วยูมาเที่ยวทำไม ประเทศยูคล้ายกันนะ ไม่เห็นต้องมาเลย ออกนอกแบงคอกนิดเดียวก็เห็นแล้ว เราเลยถามว่ายูเคยไปเที่ยวแคนาดาป่าว ไปทำไมอะ การสนทนาจึงเริ่มเบาบาง ค่อยค่อยจางจนจบการสนทนา (พวกไอ้กันมันคงมีคำถามประเภทนี้อีกเยอะ ไอ้พวกนี้คิดว่าประเทศอื่นเป็นสวนหลังบ้านของมันเอง ไอ้พวกที่วันวันคิดถึงแต่การทำลายล้าง ไอ้พวกที่วันวันคอยยัดเยียดวัฒนธรรมบ้าบ้าบอบอของมันผ่านรูปแบบที่เรียกว่าภาพยนตร์ ไอ้พวกปฎิเสธการลงสนธิสัญญาเกียวโตเพราะจะทำให้มันกำไรหด ไอ้พวกที่ทำยังไงก็ได้ให้พวกเรารู้สึกว่ามันคือพระเจ้า เอ่อ……ไปไหนแล้วเนี่ย ไม่ได้เกลียดเมกันนะ แค่รังเกียจเฉยเฉย ยังไงผมก็ยังชอบ เดวิด ลินซ์ อยู่นะ)

เริ่มต้นจากบรรทัดข้างบนใหม่นะ ชั่วโมงกว่ากับทิวทัศน์ท้องทุ่งนากว้างสุดปลายตาดูเขียวสดสวยงาม เราก็มาจอดที่จุดแวะพักกลางทาง ตรงจุดนี้เองที่มีการสาธิตงานปักลงบนผ้าไหม สวยสวยทั้งนั้นเลยแต่ซื้อไม่ไหวอะ แพงจัง ได้แต่ถ่ายรูปมาฝากกัน ไม่ได้มีแค่งานปักโชว์อย่างเดียวนะ มีของที่ระลึกอื่นอื่นอีกมากมายให้เลือกจับจ่าย ไม่ค่อยเห็นมีใครซื้อแฮะ ก็อย่างว่าเช้าก็ซะขนาดนี้ เที่ยวก็ยังไม่ได้เที่ยว ผมว่าต่อมการซื้อของฝากตอนเช้าเช้าอะมันไม่น่าจะทำงานนะ แถมจุดหมายที่จะไปก็ยังไม่ได้เห็น ไปกันใหญ่จะขายได้กี่มากน้อยเนี่ย ถ้าผมกำลังจะไปเที่ยวหัวหินแล้วจะต้องแวะซื้อขนมหม้อแกงขาไป นึกภาพไม่ออกเหมือนกันแฮะ หรือว่ามีแปะไว้ที่ฉลากว่า “หม้อแกงเหมาะสำหรับกินที่บ้าน เพื่อสร้างความรักใคร่ในครอบครัว” เออเนอะ

กว่า 3 ชั่วโมงกับระยะทางกว่า 170 กิโลเมตร เราก็มาถึงฮาลองเบย์ ซึ่งชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า “Vinh Ha Long” หมายถึง “อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง” อ่าวฮาลองเป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร เราถูกปล่อยลงจากรถให้มารวมกลุ่มตรงบริเวณท่าเรือ ไกด์ของเรากำลังไปซื้อตั๋วก่อนที่เราจะขึ้นเรือ

เรือที่เราจะฝากชีวิตไว้ 2 วัน 1 คืนชื่อ Phoung Tin ลักษณะของเรือเป็นเรือ 3 ชั้น ชั้นล่างซอยเป็นห้องนอน ชั้นบนเป็นส่วนของห้องกินข้าว มีโต๊ะประมาณ 7 โต๊ะ ส่วนชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าเรือ กิจกรรมบนนี้แล้วแต่ความชิลจะพาไป เมื่อกรุ๊ปเราขึ้นเรือจนครบคน เสียงเครื่องยนต์เรือคำรามลั่นท้องอ่าวฮาลอง เป็นสัญญานให้ทุกคนทราบว่าเราจะออกเดินทางชื่นชมสู่ภูมิประเทศที่เป็นมรดกโลกกันซะที

เรือออกจากท่าเพียงแค่ 10 กว่านาที บรรดาเกาะหินปูนที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮาลอง ก็ออกมายืนออเรียงรายต้อนรับคนแปลกถิ่นอย่างพวกเราให้ได้อูฮู้ อ่าฮ้ากันไม่หยุดปาก ว่ากันว่าในอ่าวฮาลองมีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล ซึ่งบนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น บางเกาะพอมีพื้นที่อยู่บ้างก็จะมีการสร้างวัดเล็กเล็กอยู่บนยอดของเกาะนั้นนั้น เห็นแล้วเป็นที่ตื่นตาตื่นใจดีนัก


ประมาณครึ่งชั่วโมงจากชายฝั่ง เรือจอดให้เราลงไปชมหมู่บ้านชาวประมงขนาดย่อม ซึ่งบ้านที่ปลูกสร้างบนแพแต่ละแพก็จะมีกระชังเลี้ยงปลาหลากหลายชนิดให้ได้เห็น ปลาฉลามขนาดเล็กยังมี โดยใครที่ต้องการจะรับหอย ปู ปลาชนิดไหนเป็นอาหารกลางวัน เพียงแค่ชี้นิ้ว ทางชาวบ้านก็จะนำไปปรุงสดสดให้ได้กินบนเรือกันทีเดียว ใครอยากลองทานอาหารทะเลที่ฮาลอง ผมว่าติดน้ำจิ้มซีฟู๊ดไปจากเมืองไทยก็ไม่เลวนะครับ ดูดูแล้วน้ำจิ้มของเค้าไม่น่าแซ่บเท่าไหร่นะ

ขึ้นเรือมาได้ซักพัก ทางไกด์ก็เริ่มเสริฟอาหารให้บรรดาพวกเราที่ดูจากสีหน้าของแต่ละคนแล้วถ้าไม่เสริฟตอนนี้มีหวังโยนไกด์เป็น อาหารปลาฉลามแน่ อาหารมี 5-6 อย่างครับ ก็มีพวกไก่ทอด ผัดผัก เปรี้ยวหวานทะเล เต้าหู้ทรงเครื่อง อะไรก็อร่อยแล้วหละครับตอนนี้ หิวลากไส้มาตั้งแต่เช้า อร่อยก็ส่วนนึง แต่ประกอบกับทิวทัศน์รอบข้างขณะเรือวิ่งด้วยแล้ว เสริมรสชาติเข้าไปอีกครับ

หลังอาหารกลางวันไม่นานไกด์พาเราเที่ยวชมจุดท่องเที่ยวในโปรแกรมบังคับของฮาลอง ถ้ำเสาไม้ (Hang Dao Go) หรือในชื่อเดิม Grotte des Merveilles (ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสตศตวรรษที่ 19) โดย ถ้ำเสาไม้นี้เป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวฮาลอง ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก ในทุกทุกส่วนของถ้ำจะถูกตกแต่งด้วยการส่องไฟสีสันต่างต่างเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าชม แถมในแต่ละจุดไกด์ก็จะชี้ให้ดูลักษณะของหินงอกหินย้อย แล้วให้พวกเราทายว่ามันคล้ายกับอะไร ซึ่งบ้างก็เหมือนบ้าง บ้างก็ถูไถกันไปให้เหมือน บ้างก็มีตำนานแถมพ่วงมาเป็นเรื่องเล่าซะอีกแหนะ ปกติครับสูตรของการสร้างมูลค่าเพิ่ม

เราอยู่ในถ้ำร่วมชั่วโมง เดินกลับมาขึ้นเรือจนครบคน ไกด์ก็แจกกุญแจห้องพักให้แต่ละคน เราได้ห้องพักที่อยู่บนชั้น 2 ซึ่งชั้นนี้มีเพียงแค่ 2 ห้อง ที่เหลือได้พักห้องชั้นล่าง ภายในห้องพักสภาพดีตามสมควร มีพัดลม ห้องน้ำในตัว หน้าต่างชมวิว เก็บของเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย บ่ายคล้อยย้อยมากแล้ว เหน็บหนังสือไปทำชิลบนดาดฟ้าดีกว่า ดูซิจะอ่านมันได้ซักกี่มากน้อย

เรือยังบรรทุกพวกเราเลาะหินปูนเกาะเล็กเกาะน้อยอย่างไม่กลัวหมดวิวเกาะ พูดถึงเกาะแล้วเสริมซักอีกนิด เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกัดบา (Cat Ba) ซึ่งในแพ็คเก็จเราเลือกได้ว่าจะนอนบนเกาะนี้ หรือ นอนบนเรือ หรือ 3 วัน 2 คืน นอนมันทั้งเกาะและเรือ ส่วนอีกเกาะชื่อ Tuan Chau ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่นๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด ซึ่งเกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา เช่น เกาะช้าง (Voi Islet) เกาะไก่ชน (Ga Choi Islet) เกาะหลังคา (Mai Nha Islet) เป็นต้น

แถมตำนานของที่นี่อีกนิดนึง ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าว
(ข้อมูลจาก wikipedia ครับ)

อ้อยอิ่งอยู่บนดาดฟ้าได้ไม่นาน เรือดับเครื่องยนตร์เหมือนต้องการการพักผ่อนบ้าง ไกด์เดินมาบอกเราว่าได้เวลาพายแคนูเล่นแล้วครับ อย่ามัวทำตัวเหมือนอยู่บ้านอยู่เลย เรือรออยู่ข้างล่างนะครับ ปล่อยให้หมิ่นกันขนาดนี้ไม่มีปล่อยให้หลุดมือซะหรอก ใส่ชูชีพ จับพายให้กระชับมือ จ้วงแหลก อิอิอิ
สาเหตุที่เรือจอดให้เราออกแรงจ้วงอยู่แถวนี้ เพราะตรงจุดนี้มีเกาะปิด ไม่ซิเรียกยังไงดี เกาะที่มีทางเข้าไปแบบเล็กเล็กอะนะ พอเข้าไปภายในก็จะเป็นแบบ อ่ออ..แบบเกาะห้องอะนะ ภายเรือเล่นข้างในเกาะ น้ำทะเลเป็นสีเขียวมรกต (มณีฉาย โห..เก่า ว่าแต่ว่าเธอหายไปไหนเนอะ) ข้างในนี้สวยมาก จ้วงกันแบบลืมเหนื่อย ฝรั่งบางคนก็กระโดดน้ำเล่นอย่างบ้าคลั่ง เดาว่าคงจะมาจากประเทศทีไม่มีชายแดนติดกับทะเล บางคนก็ปล่อยให้สายน้ำพัดพาให้ลอยวน บรรยากาศน่าฮัมเพลง The Girl from Ipanema เอาเป็นเวอร์ชั่น Joao Gilberto แล้วกัน งืมม..แต่ร้องไม่ค่อยถูก เปลี่ยนเป็น เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ งืมม..พอได้ ผมว่าบรรยากาศมวลรวมตอนนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีดีสำหรับหลายหลายคนนะ รวมทั้งเราด้วย

กลับขึ้นมาบนเรือ ผมก็ได้เจอภาพพิเศษล้ำ ภาพที่ผมคงต้องเก็บเข้ากล่องประทับตาลามเลียไปจนประทับใจ กล่องส่วนตัวกล่องนี้ของผม สารภาพว่ามีทั้งภาพนิ่ง ทั้งภาพเคลื่อนไหว กลิ่น รส เสียง กล่องที่ว่านี้เป็นกล่องพิเศษ กล่องที่ว่ากันด้วยเรื่องของความทรงจำที่สวยงาม จับต้องไม่ได้ แต่จำได้ ไร้ซึ่งน้ำหนัก แต่พิลึกวิเศษล้ำ กล่องที่เราหลับตานึกถึงเมื่อใดเราจะใช้เวลานึกถึงมันน้อยกว่าวินาที ภาพที่โผล่พรวดขึ้นมาชัดเจนแจ่มชัด กล่องนี้ของผมมีแต่เรื่องสามัญ ธรรมดา ภาพธรรมดา เรื่องธรรมดา แต่วิเศษล้ำ วันนี้ผมมีอีกหนึ่งอย่างที่จะต้องถูกเก็บในกล่องนี้ ภาพที่ตกกระทบอยู่ตรงหน้า ตอนนี้ “พระอาทิตย์ตกที่ฮาลองเบย์”
เรากลับลงมาเตรียมตัวกินข้าวที่ชั้น 2 ของเรือเมื่อฉากฟ้าสีทองได้ม้วนเก็บเข้าหลังฉากไปแล้ว ค่ำคืนนี้เราไม่ได้กินข้าวกันตามลำพัง ตรงข้ามกับเราเป็นชายหนุ่มชาวฮอลแลนด์ บทการสนทนาระหว่างมื้อเป็นอะไรซักอย่างที่ทำเพื่อกันเขิน เราชวนเค้าคุยเรื่องฟุตบอล เราถามเค้าเรื่องฮอลแลนด์เข้าไปพัวพันกับสีส้มชนิดแยกกันไม่ออกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เราคุยกันถึงประเทศเวียตนาม หมอนี่กินน้อยจนน่าตกใจหรือมัวแต่ตอบคำถามเราจนไม่ได้กินก็ไม่รู้ โทษทีนะ “Prince of Orange”

เรากลับขึ้นไปนอนดูดาวบนดาดฟ้าเรือหลังมื้ออาหารเย็นอันยาวนาน ฟ้าคืนนี้ดูมืดเกินไปที่ความงามของดาวจะส่องผ่าน แต่ไม่เป็นไรแล้วหละ คืนนี้ผมคงไม่อาจล้างภาพเมื่อเย็นออกจากตาออกไปได้แล้วหละ จริงจริงแล้วคงไม่ใช่แค่คืนนี้หรอก ถ้าพูดให้ถูกก็น่าจะเป็น ผมคงไม่อาจล้างภาพเมื่อเย็นออกจากใจได้แล้วหละ
.
.

น่าเที่ยวจังค่ะ…อยากไปอยากไป
โอ๊ะ รูปอย่างสวยอ่ะ
ไปด้วยๆ อยากกินปลาที่อยู่กระชังอ่ะ ๕๕๕
ยินดีที่ได้รู้จักแลทักทายคะ
-ยิ้มหวาน-
ปล.ลืมๆ เจอยายไก่ (rkai) อีกแล้วคับท่าน เบื่อๆๆๆ ๕๕๕๕
หวัดดีทุกคนนะ
ใกล้จบละ
กลั้นใจอีกนิดเดียว
โห นู๋บลาม
เอามาทำไรดีเมนูนี้ ราดพริก ทอดกระเทียม หม้อไฟ
น่าอร่อยทั้งนั้น
งืมม หิวแล้วซิ
ขอเป็นทอดราดน้ำปลาดีกว่าคะ หอมๆ โอ๊ย…….หิวขึ้นมาเรย
รอดูตอนต่อปายยยยยยยยย
นู๋หม่อง..ตามมาหาของกินป่าว!!
หุ หุ…กินเข้าไปเยอะๆนะ..
จะได้มี…กำลัง..!!!
เราว่าเราต้องพักเมนูราดน้ำปลาไว้ก่อนแล้วหละ
ไปกินยำที่นู๋ไก่แนะนำกันก่อนดีก่า น่ากินสุดสุด อิอิ ไปป่าววว….
เป็นฮาลองเบย์ ในมุมมองที่สวยกว่าฮาลองเบย์ที่เห็นด้วยตาตัวเอง
ปล.The Girl from Ipanema ชอบเพลงนี้เหมือนกันเลย แม๊ค
ใช่เล็ก ญี่ปุ่นเป็นไงบ้าง ได้ดูซากูระสมใจอยากมะ