เวียตนาม….03….ท่องเว้ มิเหว่ว้า
แสงแยงตาเข้าหางตาซ้่ายด้านทิศตะวันออก ได้กลิ่นเวลาเช้าตลบอบอวล กี่โมงกันแล้วนะเนี่ย ยกนาฬิกาขึ้นส่อง หกโมงเช้าไม่มากไม่น้อยไป

เรายังคงอยู่บนรถโอเพ่นบัส ห้อตะบึ่งมุ่งหน้าสู่เว้ เมื่อคืนนี้รถจอดให้เรากินข้าว ทำธุระส่วนตัว (ที่ดูเหมือนเป็นธุระส่วนรวม เพราะแต่ละที่ไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไหร่ ธุระส่วนรวมก็แล้วกัน) นอนหลับหลับตื่นตื่น ไปมาที่นั่งที่เรานั่งก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก ก็พี่เวียตที่นั่งหน้าเราเนี่ยเล่นใช้เบาะซะคุ้มราคาเลย เอนเบาะซะสุดระดับเท่าที่มันจะเอนได้ เอ๊ะ หรือว่ามันเอนได้มากกว่านั้นอีก แต่่ดันติดอยู่ที่หน้าขาเรา โถ่รู้งี้ชักขาออกให้พี่หัวฟาดพื้นเลยซะก็ดี โหดขึ้นมาซะงั้น

รถโขยกข้ามสะพาน Phu Xuan ตอนแปดโมงเช้า พยายามสูดกลิ่นแม่น้ำที่อยู่ด้านใต้สะพานเข้าเต็มแรงสูด อยากรู้จริงจริงเลยว่ากลิ่นมันจะหอมยวลใจ ดั่งฉายาแม่น้ำหอมอันเลื่องชื่อหรือป่าวนะ ผิดคาดอย่างทารุณ กลิ่นที่ได้กลายเป็นกลิ่นตัวทั้งของผมและของสหาย ไม่เข้าข่ายคำว่าหอม เอ..นี่เราสองคนไม่ได้อาบน้ำมากี่ชั่วโมงแล้วนะ หืมม……
รถขับทิ้งแม่น้ำหอม หรือ Song Huong River ไว้ข้างหลังได้ไม่นาน ก็พาเรามาจอดตรงถนน Nguyen Tri Phuong ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง ที่นี่ที่เมืองเว้
เมืองเว้นี้ได้ชื่อว่าเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม ด้วยว่านอกจากจะเป็นถิ่นกำเนิดของกษัตริย์ราชวงศ์เหวียนแล้ว ยังเป็นที่ตั้งพระราชฐานโบราณของกษัตริย์ราชวงศ์นี้อีกด้วย ซึ่งบรรดาปราสาท สวน และสุสานอันวิจิตรบรรจงเหล่านี้ตั้งอยู่สองฝั่งของแม่น้ำหอมที่เรียกว่า “Perfume River” กล่าวกันว่าที่เรียกชื่อว่า แม่น้ำหอม เพราะมีหญ้าชนิดหนึ่งที่มี กลิ่นหอมขึ้นบริเวณแม่น้ำแห่งนี้ เมืองเว้นี้ยังมีจักรพรรดิครองราชย์ระยะสั้นๆ หลายพระองค์ และองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหวียนคือ จักรพรรดิเบ๋าได่ ที่ได้สละราชบัลลังก์เมื่อถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2488
เรากลายเป็นดาราซุปเปอร์สตาร์เมื่อก้าวขาลงจากรถ บรรดาแฟนคลับที่ตามมาให้กำลังใจต่างรุมหน้าล้อมหลัง ไม่ว่าเราจะขยับตัวไปทางไหนเราไม่เคยโดนทิ้งระยะห่างจากบรรดาแฟนคลับผู้เป็นที่รักของเราเลย ต่างเพียงแต่ว่าแฟนคลับเหล่านี้ไม่ได้ยื่นดอกไม่มาให้เราชื่นใจ แต่พวกเค้ายื่นนามบัตรที่เป็นชื่อของโรงแรมต่างต่างมาให้เราดู แล้วพร้อมใจกันบรรยายสรรพคุณของแต่ละที่ ที่ใครที่มัน คล้ายแย่งกันทำยอดไขว่คว้าตำแหน่ง มงกุฏทูตที่จะได้รับตอนปลายไตรมาศ
ผมมีที่พักที่นี่อยู่ในใจก่อนมาแล้ว ในใจกะว่าจะลองเดินไปดูห้องที่นั่นก่อน ถูกใจก็จัดการเลย ดูจากแผนที่แล้วไม่ไกลจากจุดนี้นัก แฟนคลับหลายคนเริ่มเบื่อหน่ายถอดใจปลีกตัวออกไปบ้างแล้ว คงเห็นผมไม่อะไรซักที จนคนบางตาผมจึงสังเกตว่ายังมีอีกหนึ่งหนุ่มน้อย ที่ยังคงปักหลักรอคอยจังหวะในการส่งยิ้มหวานให้ผมอย่างใจเย็น หนุ่มคนนี้คงมีความศรัทธา มีความเชื่อ อ่านใจผมออก หรือแค่ขี้เกียจเดินตามคนอื่นก็ไม่รู้นะ อย่าปล่อยให้ความศรัทธาต้องแบนแฟบเลย ผมพยักหน้าให้เค้า การเจรจาทางธุรกิจระหว่างประเทศจึงเริ่มขึ้น
“คุณมองหาที่ไหนอยู่ครับ”
“อืมม ผมว่าจะไปพักที่ Binh Doung Hotel อะนะ”
“ออครับงั้นตามผมมาได้เลยครับ นี่ครับนามบัตร”
“โอ๊ะ ตามนามบัตรนี่มัน Binh Doung 3 นี่นา” ผมเริ่มนึกถึงเอเจนซี่รถบัส Sinh Cafe ที่ฮานอย ทุกที่ใช้ชื่อเดียวกันหมด
“ออครับ เป็นเจ้าของเดียวกันเลยครับ ทั้งสองที่นี่อยู่แทบจะติดกันเลยครับ”
“แน่ใจอย่างที่พูดนะ ไม่ได้มาโกหกกันนะ” ผมคิดถึงร้านข้าวข้างวัดอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ไว้ใจได้เลยครับ ถ้าไม่ชอบที่สาขา 3 นี่เดินไปดูสาขาที่คุณตั้งใจจะไปได้เลยครับ ไม่มีปัญหา”
“อืมม ยุติธรรมเข้าที แล้วราคาหละ ทั้งสองที่นี่มันเท่ากันมะ”
“ใกล้เคียงกันเลยครับ แล้วแต่สภาพห้อง แต่ผมอยากจะบอกนิดนึงว่าที่สาขา 3 นี่ใหม่กว่าเยอะครับ”
“เอาหละ ยังไงขอผมเห็นก่อนละกัน”

สิ้นการเจรจาแค่อึดใจ เราก็เดินมาถึงด้านหน้าของ Binh Doung 3 สภาพใหม่จริงอย่างที่หนุ่มน้อยคุยไว้ เราถูกพาขึ้นลิฟท์ (อะ..ตึกเล็กนิดเดียวมีลิฟท์ซะด้วย) ไปที่ชั้น 5 ห้องแรกที่เปิดให้เราดูเป็นห้องขนาดใหญ่ เรียกว่ามาเป็นครอบครัวนี่ ห้องนี้เหมาะมากเลยครับ ห้องถัดกันเป็นห้อง Double Room ที่เรียกว่ากว้างใช้ได้ทีเดียว แอร์ ห้องน้ำในตัว มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ซะด้วย ระเบียงเห็นวิวเมืองที่แถมหลังคาบ้านอื่นอื่นให้ชิวอีกด้วย ราคา 14 ยูเอส เราต่อเหลือ 13 โอเคนอนที่นี่แหละ เด่วจะสายไปกว่านี้
เดินลงมาลงทะเบียนข้างล่าง แอบเลือบเห็นแพคเก็จท่องเมืองเว้ในหนึ่งวัน โดยรถตู้ มีหลายแบบให้เลือกทีเดียว เคยอ่านมาว่าถ้าจะล่องแม่น้ำหอมชมสุสานต่างต่างเรือจะมีออกถึง 8 โมง ตอนนี้ 8 โมงกว่าแล้ว หมดสิทธ์แล้วซิเรา ตอนนี้มีอยู่สองทางเลือกคือรถตู้กับเหมามอเตอร์ไซด์ ดูรายชื่อสถานที่จากแพคเก็จรถตู้แล้ว ก็เป็นจุดสำคัญของเมือง 8 จุด แต่ละจุดก็เป็นที่ที่เราต้องการจะไปอยู่แล้ว ราคาไม่ได้แพงไปกว่าการเหมามอเตอร์ไซด์มากนัก ประมาณ 10 ยูเอสนะครับ ตกลงว่าเราจอง 2 ที่นั่งครับ รถจะมารับเราตอน 9 โมงเช้า ก่อนขึ้นห้องผมฝากเค้าจองตั๋วบัสไปฮอยอันพรุ่งนี้เช้า และก็สั่งอาหารเช้ามากินบนห้อง

9 โมงตรงเราลงมารอรถตู้บริเวณด้านล่างของโรงแรม น้องผู้จัดการโรงแรม ที่มีหน้าตาออกไปทางโปรแกรมเมอร์ เอานำ้ชามาเสริฟพร้อมบอกให้รอซักแป๊บนึง เพราะรถตู้ที่เรากำลังจะไปด้วยนั้นกำลังไปรับลูกค้าจากโรงแรมอื่นอยู่ จิบชารอ ใจเย็นเย็น ถ้ามาแล้วเด่วเค้าจะเรียกเองนะ
ไม่นานนักพ่อหนุ่มน้อยโปรแกรมเมอร์ก็วิ่งหน้าตาเหรอหราพรวดพุ่งมาหาเรา บอกว่ารถตู้มาแล้ว พวกคุณพร้อมที่จะตะลุยเมืองเว้ของเค้าแล้วหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยโลด…..เราเปิดประตูรถตู้ก็เห็นฝรั่ง 2 คนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทักทายกันพอได้เห็นรอยยิ้มซึ่งกันและกัน ซึ่งแน่นอนสู้รอยยิ้มจากแดนสยามไม่ได้แน่นอน ผมมั่นใจ ถ้ามีการบรรจุการแข่งขันยิ้มเข้ากีฬาโอลิมปิก โดยแยกออกเป็นหลายหลายประเภทยิ้ม เช่น ยิ้มดีใจ ยิ้มมีความสุข ยิ้มพอเพียง ยิ้มวันหยุดยาว ยิ้มหลีหญิง ยิ้มรับกรรม เราจะได้เหรียญติดอันดับเลขตัวเดียวแน่แน่ครับ แต่อาจจะต้องเสียเหรียญบางประเภทให้กับบางชาติไปบ้างนะครับ เช่นพวกประเภท ยิ้มบ้าสงคราม ยิ้มทุนนิยม แบบนี้เราคงสู้ยากครับ
วันนี้ทั้งรถตู้มีกันทั้งหมด 4 คนครับ คนคงไปเที่ยวแบบเรือกันหมดมั้ง ดีเหมือนกันได้นั่งสบายสบาย รถพาเราแล่นลิ่วออกนอกเมืองมาไม่ไกลมาก ก็ถึงจุดจอดที่หนึ่งคือ Thien Mu Pagoda

เจดีย์เทียนมู่ หรือวัดเทพธิดาราม ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำหอม ประกอบด้วยหอคอย 8 เหลี่ยม 7 ชั้น ว่ากันว่าแต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆ เป็นศิลปะจีนโบราณ ข้างๆ มีระฆังใบใหญ่หนัก 2 ตัน อายุ 300 ปี ว่ากันว่าเมื่อตีระฆังจะดังไปถึง 10 กิโลเมตร ไกลไม่ใช่เล่นทีเดียว ส่วนอีกข้างจะมีแผ่นศิลาจารึกตั้งอยู่บนหลังเต่าหินที่มีขนาดใหญ่ และรอบๆ จะมีตุ๊กตาหินแกะสลักอยู่ด้วย ส่วนนี้ใช้เวลาชมเพลินดีเหมือนกันครับ แต่ก็ต้องไม่พลาดอีกส่วนนึงครับ ผมเองได้อ่านข้อมูลตอนก่อนมาที่นี่ ตื่นเต้นที่จะได้เห็นครับ เจ้าสิ่งที่ว่าอยู่ส่วนในของวัดเข้าไปอีกครับ ลองเดินเข้าไปดูเลยดีกว่า
เข้าไปได้ภายในชั้นเดียวถึงกับผงะ คงเหมือนกับโดนเจ๊บางเจ๊แอบด่าดาราออกโทรทัศน์ในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำผิดขั้นร้ายแรงต่อวัฒนธรรมไทย คนโดนหน้าชา คนด่าได้กระแส ดังกว่าดาราหละทีนี้ วกกลับมาที่วัด (อุตส่าห์แวะไปได้ไงวุ๊ย) มันกำลังซ่อมแซมอยู่ครับ ไอ้ส่วนที่ผมตั้งใจจะเข้าไปอะครับ เซ็งเลยทีนี้ โธ่…กรรมแท้ ดีนะยังเปิดข้างหน้า ไม่ซ่อมกันทั้งวัด ป่านนี้คงเรียบร้อยดีแล้วหละครับ เอาข้อมูลไปแทนละกัน
ด้านหลังของววัดนี้มีรถเก๋งประวัติศาสตร์ที่อดีตเจ้าอาวาสนาม ทิด กว๋าง ดิ๊ก (Tich Quang Duc)ครับ ท่านได้ขับรถออสติน หมายเลข DBA 559 ไปประท้วงประธานาธิบดี โง ดิน เดียมห์ ที่บังคับให้ชาวบ้านนับถือศาสนาคริสต์ แทนศาสนาเดิม โดยท่านได้เดินทางไปประท้วงที่เมืองไซง่อน หรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน โดยได้จุดเผาตนเองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ ปรากฏร่างกายของท่านเผาไหม้หมด หลายหลายคนน่าจะได้เคยเห็นภาพประวัติศาสตร์นี้นะครับ สำหรับผมนี่ติดตามาจากหน้าปกซีวีวงร็อคชื่อดัง Rage Against The Machine ตั้งแต่ตอนวัยรุ่น อดดูซะงั้น มันน่าเสียดายไม๊ละเนี่ย
ท้ายที่สุดครับ ประธานาธิบดีโง ดิน เดียมห์ต้องยอมแพ้ เลิกบังคับชาวบ้าน ศิษย์ท่านได้นำศพ และหัวใจของท่านกลับมาใส่ในสถูปทองคำ ตั้งอยู่ด้านหลังวัดแห่งนี้ พร้อมทั้งเก็บรถประวัติศาสตร์คันดังกล่าว ให้คนที่ไปเยี่ยมชมวัดได้เห็นถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของอดีตเจ้าอาวาสท่านนี้

เดินออกมาโต๋เต๋หน้าวัด ยื่นหน้ารับแรงกระแทกจากสายลมพี่พัดพลิ้วลิ่วลอยมาจากแม่น้ำหอมด้านหน้า ไม่นานฝรั่งที่เดินทางมาด้วยกันกับเราเข้ามาถามว่า แพคเก็จที่พวกเรามากันนี้อะมันไม่มีไกด์หรอ เราบอกว่าไม่มีนะ ดูกันเองตัวใครตัวมัน เค้าบอกว่า ตอนเค้าจองมาหนะราคามันรวมราคาไกด์ด้วยนะ เราถามว่าเท่าไหร่ สรุปว่าแพงกว่าของเราอีก ได้เรื่องดังนี้แกทำหน้าผิดหวังล่าถอยกลับไป แต่ใครจะรู้ว่า……
ได้เวลานัดกลับมาที่รถตู้ ยังไม่มีวี่แววของสองฝรั่ง คนขับรถเรื่มบ่นงึมงัม ไม่นานทั้งคู่ก็เดินมาถึงที่รถ คนขับเริ่มเปิดฉากเตือนทั้งคู่เรื่องเวลา แต่ใครจะรู้ว่านั่นเป็นเพียงประโยคเดียวที่คนขับได้พูด หลังจากนั้นคู่ฝรั่งก็พรั่งพรูภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศษใส่คนขับแบบไม่ยั้ง ไม่ห่วงจังหวะหายใจกันเลยทีเดียว จับใจความได้ว่า ไหนนายบอกเราว่ามีไกด์ไงพวก แต่ไหงมาถึงแล้วไม่มีฟะ แล้วงี้เราจะไปรู้เรื่องได้ไงเล่า ได้แต่ดูไปงั้นงั้น อืมม…ตัวอย่างที่ดีของการเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนะเนี่ย มาบ้านเค้าก็ต้องทำความรู้จักกับเค้าด้วยนะ
กลับขึ้นมาบนรถ การสื่อสารระหว่างประเทศยังยงดำเนินต่อไป ฝรั่งยังคงไม่ยอม บอกว่าให้พาพวกเค้ากลับไปส่งที่โรงแรม อย่างนี้ไม่ได้ไปตามที่ตกลงกันไว้ คนขับยกโทรศัพท์ขึ้นหาตัวช่วยอยู่ 2-3 สาย เรื่องทุกอย่างเริ่มเงียบลง รถขับออกมาจากวัดเทียนมู่ได้ซักระยะนึง ก็มาถึงจุดที่สอง จุดที่คนขับรถปล่อยเราลงแค่ 2 คน และกำลังจะไปส่งอีก 2 คนกลับโรงแรม และอีก 2 ชั่วโมงจะกลับมารับ เรา 2 คนลาจาก 2 เพื่อนร่วมทางแบบชั่วคราว รถขับจากไป เบื้องหน้าเราคือธงดาวแดงขนาดผ้าห่มยักษ์ ส่วนด้านหลังคือที่ที่เรากำลังจะเข้าไปชมความยิ่งใหญ่ พระราชวังเว้ หรือ Hue’s Citadel นั่นเอง

เราเสียบัตรเข้า ทางด้านประตูซ้ายของวังคนละ 55,000 ดอง ก่อนที่จะพบกับความยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังเว้ตั้งประจันหน้าเราอยู่ตรงหน้า
พระราชวังเว้ หรือพระราชวังเก่า (Old Citadel) สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิ์ Gia Long ตั้งแต่ปีค.ศ. 1804 ลักษณะพระราชวังดังกล่าวหากใครเคยไปพระราชวังต้องห้ามของจีนที่ปักกิ่งคงพอจะนึกภาพออกนะครับคล้ายกันเลยทีเดียว โดยในอดีตเคยเป็นสถานที่ที่เหล่ากษัตริย์ 13 รัชกาลดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ กินอาณาเขตกว่า 7 ตารางกิโลเมตร
ภายในจะมีกำแพงถึง ๓ ชั้น เมื่อผ่านกำแพงชั้นที่สองเข้าไป เราจะเห็นปืนใหญ่ตั้งอยู่สองฝั่งทางเข้า ฝั่งหนึ่งมี 4 กระบอกแทน 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมี 5 กระบอกแทนธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และ โลหะ

ภายในพระราชฐานจะแบ่งออกเป็นท้องพระโรง พระตำหนักฝ่ายหน้า และพระตำหนักฝ่ายใน อันเป็นที่พระมเหสีและพระสนมอยู่ ซึ่งว่ากันว่ามีพระสนมอยู่ถึง 500 กว่าองค์ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยกันเลยนะทีนี้ว่าทำไมถึงใช้เนื้อที่กว่า 7 ตารางกิโลเมตร โดยเราดูได้จากผังเดิมที่แสดงไว้ แต่ปัจจุบันอาคารต่างๆ ทรุดโทรมไปมาก และเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังเป็นส่วนใหญ่ ที่นี่เขามีบริการให้ใส่ชุดจักรพรรดิ พระมเหสี และพระสนม แถมด้วยฉากออกจีนจีนแบบที่มีบัลลังก์อะนะ ไว้บริการนักท่องเที่ยวไว้ให้ถ่ายรูปกันด้วยนะ เราขอผ่านแล้วกัน วันนี้ผลิตเหงื่อออกมาเยอะมาก สงสานคนใช้ชุดต่อจากเราอะ หืมมม…..

ตัวพระราชวังถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อแบบจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการอยู่ภายใต้การปกครองของจีนมาเป็น
เวลาร่วมพันปี ตัวอาคารบางส่วนเป็นอาคารส่วนที่เหลือรอดมาจากการต่อสู้กันครั้งสำคัญระหว่างเวียดนามทั้งสอง
ฝ่ายในสงครามเวียดนามปี ค.ศ.1968 ที่เรียกว่ากันว่า “สงครามตรุษญวณ” ผลจากการสู้รบกันในครั้งนั้นทำให้เขต
พระราชฐานชั้นในหรือเรียกว่า “นครต้องห้าม” ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิเบ๋า
ได่ ทำการมอบตราพระราชลัญจกรอันเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจให้กับรัฐบาลสังคมนิยมเวียดนาม

เดินลัดเลาะออกทางด้านข้าง ที่บริเวณเรือนเก็บป้ายวิญญาณ ไปดูเตาเผากำยานขนาดยักษ์ ซึ่ง 1 กำยาน อันแทนกษัตริย์ 1 พระองค์ มีจำนวนทั้งสิ้น 9 กำยาน เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้เวลานัดหมายกับพี่รถตู้แล้วซินะ ที่พระราชวังเว้นี่ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกันครับ กว้างขวางซะขนาดนี้
รอพี่รถตู้ได้ไม่นานพี่แกก็มาถึง แต่คราวนี้ไม่มีใครร่วมทางด้วยแล้ว กลายเป็นว่าเหลือกัน 2 คน เป็นเจ้าของรถซะเลยครานี้ มุ่งหน้าสูุ่จุดที่ 3 กันเลยดีกว่า Tu Duc Tomb
จริงจริงแล้วในแพคเก็จนี่จะต้องเป็นตลาด Dong Ba ครับ แกพาไปจริงจริงครับ พอขับผ่าน ก็วนหนึ่งรอบ แล้วก็ชี้ไปที่ตลาด นี่แหละครับตลาดดงบา พอถามแกว่าไม่จอดให้เราลงเหรอครับ แกบอกไม่ครับ ยังเหลืออีกหลายที่เด่วไม่ทันครับ นี่แหละครับตลาดดงบา มีแค่นี้แหละครับ อืมม ก็ถูกของแก นี่ไงตลาด ไม่เห็นหรอ ฮาฮาาาา
ไม่นานก็มาถึง Tu Duc Tomb แต่ก่อนที่จะเข้าไปชมสุสานตือดึ๊ก กองทัพข้ามชาติต้องเดินทางด้วยท้อง พี่รถตู้จอดรถให้เราทานข้าวก่อนแถวบริเวณหน้าสุสานนั่นเอง แกทักทายกับเจ้าของร้านสนิทสนมคล้ายเป็นญาติกัน คงจะเป็นธุรกิจเครือญาติอะนะ แต่วันนี้ทางร้านคงจะผิดหวังไม่เบา ไมมีแค่ 2 คนเองอะพี่
พี่คนขับนัดแนะเวลากลับจากที่นี่รวมเวลากินข้าวแล้ว พี่แกก็เตรียมตัวเอนหลังงีบบนเปลญวนที่ผูกไว้น่างีบบริเวณหน้าร้าน
ถามแกจะกินด้วยกันไม๊ แกขอนอนดีกว่า หนังตาเริ่มกระตุกหย่อน มีฝรั่งคู่นึงเดินมาถามว่าจะเข้าเมืองไปส่งได้ไม๊ แกรีบสะดุ้งพรวด กระโจนลอยออกมาจากเปลญวน ตะครุบรับงานแทบไม่ทัน แหมรับจ็อบนอกซะด้วย กลับมารับเราให้ทันละกัน
เราสั่งเฝอไป 2 ชาม ลองดูซิแบบออริจินอลมันจะอร่อยแค่ไหน เคยกินที่ร้านเวียตนามในเมลเบิร์นอยู่บ่อยครั้ง ติดใจเป็นบ้า ชอบอีตรงน้ำซุบของเค้านี่แหละ ไม่ต้องปรุงอีกต่อไปแล้ว อยากเผ็ดก็แค่บีบซอสพริกเข้าไป กินเสร็จไม่เลวเลยครับ ไม่เสียชื่อที่เป็นอาหารเจ้าถิ่น สบายท้อง เติมพลังแล้ว เข้าไปตะลุยสุสานกันต่อเลยดีกว่า

55,000 ดอง ไม่ขาดไม่เกินครับสำหรับค่าเข้าชม Tu Duc Tomb หรือ สุสานกษัตริย์ตือดึ๊ก กษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์เหวียน ครองราชย์ยาวนานถึง 36 ปี เป็นกษัตริย์ที่พัฒนาเกษตรกร ระบบน้ำ คันดิน การชลประทาน สุสานแห่งนี้เก่าแก่และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2407 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2410 ใช้แรงงานคนถึง 3,000 คน นอกจากความยิ่งใหญ่ของสุสานแล้ว ที่นี่ยังมีแผ่นศิลาที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ด้วยความสูง 4 เมตรกว้าง 2 เมตร ในช่วงที่พระองค์ครองราชย์ เป็นช่วงรอยต่อที่ฝรั่งเศสเข้ามาในเวียดนามแล้ว ดังนั้นหลักศิลาของพระองค์ นอกจากจะบันทึกประวัติและพระราชกรณียกิจแล้ว ยังบรรยายถึงความน้อยใจที่ไม่สามารถปกป้องประเทศจากฝรั่งเศสได้ เพราะไม่ได้เก่ง ชำนาญ เรื่องการบ้านการศึกเลย โดยทรงสลักศิลานี้ด้วยองค์เอง และส่วนสุดท้ายของการบันทึก พระองค์ขอให้อนุชนรุ่นหลัง กอบกู้บ้านเมืองคืน

ตรงบริเวณตำหนักริมสระบัวสวยเหลือเกินครับ ผมว่าผมสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งวันโดยไม่มีความเบื่อเข้าเฉียดใกล้เป็นแน่แท้ ความหมายสุสานของที่นี่ช่างต่างจากความหมายสุสานในบ้านเราก็ตรงนี้ละมั้ง เรื่องราวเดียวกันแต่ความหมายไม่เข้าข่ายความใกล้เคียงกระมัง

บ่ายแล้วต้องไปต่อจุดต่อไปแล้วครับ Nam Gio Temple อยู่ไม่ห่างจาก Tu Duc Tomb มากนักครับ เราอยู่ที่นี่ไม่นานครับ ข้อมูลไม่มีเลยครับ วัดสวยร่มรื่นดีทีเดียวครับ

จุดต่อไปครับ Khai Dinh Tomb สุสานกษัตริย์ ข่าย ดินห์ รัชกาลที่ 12 ครองราชย์ระหว่าง 1916-1925 สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 6 ของไทยเรา สร้างตามรูปแบบของเวียดนาม ดูฮวงจุ้ย มีเนิน 3 เนิน ผสมผสานกับแบบยุโรป คือใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก ในการสร้าง บริเวณของสุสานประกอบไปด้วย ส่วนต่าง ๆ 5 ส่วน ได้แก่
1. ป้ายสลักประวัติ เกียรติคุณ สลักเป็นภาษาจีน ซึ่งกษัตริย์บ๋าว ด้าย พระโอรสเป็นผู้สลักให้
2.สถานที่เก็บข้าวของเครื่องใช้
3.สถานที่บรรจุพระบรมศพ
4.ลานปูอิฐ มีตุ๊กตาเท่าตัวจริงของเหล่าเสนา ทหาร ม้าต้น ช้างต้น
5.สระเลี้ยงปลา ต้นสน
ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างมากครับที่นี่ ด้านบนยังมีส่วนของการฉายวีดีทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ ข่าย ดินห์ ไว้ให้ชมพักร้อนด้วยครับ

สุสานที่เว้นี่กษัตริย์เป็นคนออกแบบสร้างด้วยตัวเองครับ ไม่ต้องสงสัยกันเลยนะว่าทำไมมันถึงได้ยิ่งใหญ่สวยงามได้ถึงเพียงนี้ ไปครับ ไปกันต่อ
Tu Hieu Pagoda คือจุดต่อมาครับ ผมไม่ทราบจริงจริงว่าที่นี่มันคืออะไร เอาไว้ทำอะไร แค่นั้นยังไม่พอครับ มันกำลังซ่อมแซมอยู่ซะด้วยนี่ซิ เห็นสถาปัตยแบบคลุมเครือ ส่วนใหญ่เห็นแต่โครงเหล็ก กับผ้าคลุม ไม่มีใครเลยครับ มีแค่เราสองคน คล้ายหลุดมาอีกโลกนึง ไม่ได้การแล้วเรารีบเดินกลับออกมาสู่โลกเก่าดีกว่า เดี๋ยวประตูผ่านพิภพจะปิดลงซะก่อน ออกมาถึงที่รถแบบหวุดหวิดจวนเจียน ถามพี่รถตู้ว่าที่นี่มันคืออะไร แกเล่าว่าในแต่ละปีจะมีการทำพิธีกรรมอะไรซักอย่าง โดยมีการเดินทำพิธีจากพระราชวังในเป็นถนนเส้นตรงมาที่นี่ เป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แค่นั้นแหละที่พี่แกเล่า คลุมเคลือดีแท้
บ่าย 3 กว่าแล้วได้เวลากลับที่พักกันซะที ยังมีอีก 2 ที่นะครับที่เราแวะดูคือ Antique Museum กับ Ho Chi Minh Museum
แต่ด้วยความที่มันเป็น Museum อะนะ อยากให้ได้ไปสัมผัสกันด้วยใจนะครับ เล่าไปก็กลัวจะไม่ครบถ้วนอะครับ เยอะแยะไปหมด ทั้งสองที่ไม่น่าพลาดเหมือนกันนะครับ ถ้ามีเวลาพอก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเหมือนกันครับ
ถึงเวลานี้แรงที่พอมีเหลืออยู่ในร่างกายเริ่มถึงขั้นขาดแคลนแล้วครับ เมื่อคืนก็นอนแแบบเหมือนมีคนมาหนุนตักทั้งคืน หลับหลับตื่นตื่น กลางวันวันนี้ก็เจอแต่แดดที่น่าจะเรียกว่าพ่อแดดซะมากกว่า แรงกว่าลูกแดดยิ่งนัก พอพี่รถตู้มาส่งถึง Binh Doung เลยถือโอกาสงีบมันซักหน่อย คร๊อกกก………..

สะดุ้งตื่นมา 5 โมงกว่า ล้างหน้า ออกไปหาอะไรกินแถวนี้ดีกว่า หาข้อมูลมาว่าแถวถนน Ly Thuong Kiet ไม่ไกลจากแถวที่พักมากนัก มีของกินขึ้นชื่อของเมืองเว้ ชื่อ Bun Bo Hue หาไม่ยากครับ ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการไปรษณีย์เลยครับ ถามคนแถวนั้นก็น่าจะทราบนะครับ ว่ากันว่าดังเอาเรื่องเหมือนกันที่นี่ ลักษณะของมันคล้ายก๋วยเตี๋ยวน้ำบ้านเราแหละครับ แต่ต่างกันตรงที่เค้าใช้เส้นขนมจีนครับ ใส่รวมมากับเนื้อหมูชิ้นโตทั้งเป็นแผ่นและเป็นก้อน เสริฟร้อนร้อนพร้อมผักที่มากันทั้งเครือญาติวงศ์ตระกูลผัก บรรยายเรื่องอาหารไม่เก่งพอ เอาเป็นว่าลองไปกินกันดูเลยแล้วกันนะครับ ขายกันตรงตรงเลยละกัน แต่บอกได้เลยว่าอร่อยดีนะเออ

หลังจากสำราญท้องได้ที่ เดินเลียบชมแม่น้ำหอมยามพระอาทิตย์ (ที่โหดร้ายกับเราเมื่อตอนกลางวันแต่เวลานี้ได้แปลงร่างกลายเป็นเจ้าหญิงที่สวยงามเหลือเกินเมื่อยาม) ตกดิน เอ่ออ…ตกน้ำอะนะ

เราเริ่มเดินเลียบแม่น้ำตรงแถวบริเวณใต้สะพาน Trang Tien หรือ คนไทยเรียกว่าสะพานเจ็ดสี ซึ่งเวลานี้คราครำ่ไปด้วยคนเวียตนามที่ออกมานั่งเล่น ร้านขายของกินของที่ระลึกแบกะดิน ร้านอาหารบนเรือที่จอดติดกับชายฝั่งเริ่มเตรียมข้าวของเพื่อที่จะบริการแขกในค่ำคืนนี้ เด็กเวียตนามออกมาวิ่งเล่นส่งเสียงสนุกสนานบริเวณสวนสาธารณะข้างข้างกัน เราเลือกที่จะนั่งชมวิวแม่น้ำหอมที่มีสะพานพาดขวางตรงบริเวณนี้

รอเท่าไหร่ก็ยังไม่มา ยิ่งรอยิ่งนิ่งเฉย ไม่มาจะไม่รอละนะ ผมรอโชว์แสงสีของสะพาน Trang Tien ไม่เห็นเป็นเจ็ดสีซะที ที่ว่ากันว่าสะพานจะถูกตกแต่งด้วยไฟสีที่ต่างกันจำนวนเจ็ดสี ดูสวยงามเมื่อยามค่ำคืน รอจนไม่รอก็แล้วกัน สงสัยไม่มีแล้วมั้ง หรือไม่ก็กำลังปรับปรุง ไม่เป็นไรเดิมชมบ้านเมืองแทนละกัน เราเดินกลับที่พักโดยเดินเลียบไปบนถนน Le Loi สองข้างทางคล้ายแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปที่ประกอบไปด้วยร้านขายของที่ระลึกมากมายหลายอย่าง โคมไฟ ภาพวาด โปสการ์ด เสื้อยืด เป้ก็อปปี้ ร้านอาหาร มากมาย
ถึงที่พัก ลองใช้อินเตอร์เน็ตดูหน่อยละกัน โอว ใช้เวลาโหลดสองชาติกว่า กลัวจะถึงชาติที่สามปิดเครื่องอ่านหนังสือนอนดีกว่า เดินออกไปนอกระเบียง มองดูท้องฟ้าที่เมืองเว้ เวลานี้ ดูเหมือนโหวงเหวง ไม่วูบวาบ แต่ไม่เหว่ว้าครับ

ไม่แน่ใจว่าเค้าเปิดไฟเจ็ดสี เฉพาะวันเสาร์ อาธิตย์ รึป่าวน้อ
แต่ถ้าแถว ๆ ตีนสะพานมีช่างถ่ายรูปชาวเวียดนาม รออยู่เยอะ ๆ ละก็ เจ็ดสีแน่ค่ะ
แต่ภาพนี้ก็สวยพอแล้วละ
จะตามรอยไปเที่ยวเว้เดือนตุลานี้ค่ะ มาขอเก็บข้อมูลนะคะ
ปล แสงสีจะมีเฉพาะเสาร์อาทิตย์ค่ะ
สักวันจะไปให้ได้ ตอนนี้ไปได้แค่ ลาว เขมร เงินยังมะพอ
ดีครับพี่ขอแลกลิงค์ได้เปล่าครับ
http://hololo.byethost2.com/
^
^
ยินดีเลยครับ คุณ gevril watch