เวียตนาม….02….ราชาคงรู้ช้าไป

ตื่นเมื่อตอน 8 โมงเช้า ตื่นเวลานี้นั้นคงจะสร้างความผิดหวังให้กับห้องประเภทนี้เป็นแน่ ห้องประเภทที่ไม่มีหน้าต่าง ห้องกันแสง ไม่ว่าจะช่วงไหนของวันเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันกี่โมงกันหว่า ทำเป็นแล็บล้างรูปซะดีกว่ามั้ง

ค่อยค่อยย่อง ล้างหน้าล้างตา หยิบกล้องถ่ายรูป ไม่อยากให้สหายผู้หลับไหลต้องตามมากวนใจ เอ้ยอยากให้เค้าพักผ่อนเก็บแรงไว้เดินวันนี้มากมากอะ ปิดประตูห้องคล้ายนินจาปล้นเสร็จ ออกไปดูชาวเมืองกันซะหน่อยดีกว่า

บรรยากาศบริเวณรอบรอบทะเลสาบ Hoan Kiem เวลาเช้าอย่างนี้นั้น ดูไปคงไม่ต่างกับสวนลุมเท่าไรนัก แต่เออผมไปสวนลุมครั้งล่าสุดก็เมื่อหลายปีผ่านมาแล้วเหมือนกันนะเนี่ย เอาน่าไม่น่าต่างแน่ ปอดของเมืองใหญ่ใรแต่ละประเทศคงทำหน้าที่คล้ายคล้ายกันนั่นแหละ สวนลุม เซนทรัลปาร์ค ไฮด์ปาร์ค เดอะไมเดน คงเป็นผลผลิตจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเป็นแน่


คุณลุงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์แทนการดูการเล่าข่าวจากโทรทัศน์
พี่ผู้หญิงกำลังวิ่งรอบทะเลสาบ ต้นหลิวเริงร่ากับผิวน้ำ น้องเด็กน้อยเร่ขายโลนลี่เพลเน็ตแทนการท่องเอถึงแซด หนุ่มสาวคลอเคลียอย่างไม่ขวยเขินอากาศยามเช้า พี่พนักงานขับรถบัสเอนตัวรอรอบที่ตัวเองต้องโชว์ฟอร์ม นักท่องเที่ยวเริ่มปรับเลนส์หน้ากล้องให้รับกับสีแดงเชิดของสะพานข้าม นักท่องเที่ยวชาวไทยคนนึงนั่งดูคนโน้นคนนี้เพื่อที่จะเอามาเขียน คัท….จบฉากทะเลสาบ Hoan Kiem ยามเช้า

กลับมาที่ Bamboo อาบน้ำ เก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวเช็คเอาท์ วันนี้ผมยังมีเวลาอีกครึ่งวัน ขอเก็บฮานอยชุดเล็กก่อนละกัน ฝากของไว้ที่นี่ก่อน ก่อนคืนกุญแจห้อง เราได้จองห้องมีระเบียงตอนขากลับมาจากฮอยอัน เอามันซะที่นี่เลย 2 คืน ขี้เกียจเดินหาที่อื่นละ ที่นี่สำหรับเรา เราชอบแล้ว ออ จองเรือนอนค้างที่ฮาลองด้วย 1 คืน จัดการมันซะวันนี้เลย สบายตัว….

เรามุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก Ho Chi Minh’s Mausoleum Complex ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองเก่าที่เราอยู่ไปมากนัก พอไปถึงทางเข้าเท่านั้นแหละ คนไม่รู้มาจากไหนกันนักหนา ทั้งทั้งที่วันนี้ก็เป็นวันธรรมดา หรือเป็นวันไม่ธรรมดาของเขาก็ไม่รู้ เดินตามแถวเขาไปเรื่อยเรื่อย อ่านมาว่าจะต้องเสียค่าเข้าชมด้วย แต่ไม่เห็นมีจุดที่ต้องจ่ายเงินเลย อยากจ่ายแทบใจสั่น

ไหนอะ ไม่เห็นเลย เสียดายจัง เอิกเอิก.. หรือว่าวันนี้มันเป็นวันไม่ธรรมดาจริงจริง

เดินไปได้ไม่ทันซูดหายใจเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจกวักมือเรียก เอ..หรือเจ้าหน้าที่ทหาร ก็ไม่แน่ หรือแค่เจ้าหน้าที่เฉยเฉย งงไปหมด ก็พี่เล่นใส่ยูนิฟอร์มคล้ายกันหมดอย่างนี้ เดาไม่ถูกเลย

แต่ที่ไม่ต้องเดาคือเรากำลังถูกเจ้าหน้าที่เรียกพบตัว เอาละวาทีนี้ นี่มันอะไรกันหละ เสียวแปลบเข้ามาหว่างอก ทำไรผิดกาละไปหละ โอ๊ะ หรือเรื่องไม่จ่ายเงินค่าเข้าชม ก็ผมมองหาแล้วนี่นา มะมะไม่มีจริงจริงครับพี่ พะพะพี่รู้ไม๊ครับว่าอาการเสียวอย่างนี้ครั้งล่าสุด มันคล้ายช่วงมัธยมตอนตัดผมมาใหม่ใหม่ แล้วจำเป็นต้องเดินแถวผ่านหน้าอาจารย์ปกครองนะซีครับ วันไหนซวยโดนเรียกละก็ โดนไถหัวขาวโชว์หญิงวันนั้นทั้งวัน ให้เป็นที่ชื่นชมแกมเยาะเย้ยปนเหยียดหยามเลยทีเดียว

โถ่ ที่ไหนได้ พี่แกชี้ไปที่แขนขาวขาวคล้ำคล้ำเขียวเขียวของสหายของผม แกวาดนิ้วละม้ายคล้ายผู้ควบคุมวงออเคสตร้าตั้งแต่หัวใหล่ไล่เลาะมาถึงปลายนิ้ว วกกลับขึ้นไปชี้ที่หัวใหล่อีกรอบ แล้วก็ส่งภาษาล้งเล้งล้งเล้งเล้งล้ง ผมพยายามอ่านซับไตเติ้ลด้านล่างปากพี่ ไม่มีแฮะ เอาไงดี หรือว่า ที่ว่ารอยแผลเป็นจากการปลูกฝีบนหัวใหล่คล้ำคล้ำของสหายผมนั้น เป็นตัวต้นเรื่อง สงสัยพี่แกจะนึกว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่ผกติดตัวมา หรือว่าจะเป็นรอยสักสุดเซอร์ที่พี่แกกำลังสนใจ แล้วแกอยากจะคุยด้วย

สุดท้ายพี่แกคงจะเบื่อไอ้นักท่องเที่ยวพวกนี้เต็มทน ไม่พูดภาษาเวียตนามกับแกเลย แกเลยโบ้ยมือให้เดินไปที่ห้องทางด้านหลังแกเป็นห้องเล็กเล็กที่มีคนกำลังพลุกผล่านประมาณนึง แต่พี่..สักลายกราฟฟิกก็เท่ห์นะ ไม่แพงด้วย โอ๊ย….แกไล่ให้ไปได้แล้ว..

เดินไปถึงห้องเล็กเล็กที่ว่านั้นแทบหงายหลังตึง ภาพที่มองเห็นเบื้องหน้ามีแต่ผู้หญิงกำลังเปลี่ยนเสื้อครับ ไหวตัวทัน ไม่หงายหลังดีกว่า มาถึงตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ ห้องนี้เป็นห้องสำหรับสตรีที่ใส่เสื้อสายเดี่ยว เสื้อแขนกุดมา จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อยก่อนที่จะเข้าไปเคารพศพลุงโฮครับ

โดยจะมีเสื้อให้เลือกเช่าตามชอบใจเลยครับ เน้นว่าแค่เช่าก็พอครับ สหายเจอมากับตัวเลยครับ เจ้าหน้าที่พยายามจะยัดเยียดขายเสื้อให้แทนการเช่า หยิบมาให้ดูตั้งหลายตัว แปลงร่างเป็นแม่ค้าในบัดดล ราคาก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่สหายบอกว่ามันไม่สวยนะซีครับ ซื้อไปก็คงไม่หยิบมาใส่อีก จนเจ้าหน้าที่คงรำคาญ ไม่ซื้อซะที เช่าก็ได้ฟะ 8000 ดองถ้วน ขากลับออกมาคืนเสื้อได้รับเงินคืนเต็มจำนวนครับ

ออ ตรงจุดนี้ข้างข้างกันก็จะเป็นที่ฝากกล้องด้วย เค้าไม่ให้เอากล้องเข้าไปครับ ยังไงเคารพศพลุงโฮเสร็จแล้วกลับมาเอาไปถ่ายส่วนอื่นอื่นได้เลยครับ

Ho Chi Minh’s Mausoleum Complex สุสานลุงโฮ หรือ โฮ จิ มินห์ วีรบุรุษโลก ผู้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของเวียดนามกลับคืนมาจากการปกครองของฝรั่งเศส สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Hung Vuong ครับ เมื่อเดินเข้าไป จะพบลานกว้าง ด้านซ้ายมือจะเป็นสุสานสำหรับเก็บศพลุงโฮ โดยมีทหารเวรยืนประจำการ ตลอด 24 ..


ประวัติสุสานแห่งนี้นี่สร้างขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของประธานาธิบดีโฮ
จิ มินห์ ในปี 1969 เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษของชาติท่านนี้นะครับ

และก็ด้วยความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ทางรัฐบาลจึงรักษาร่างกายของท่านไว้ด้วย โดยวิทยาการรักษาศพจากประเทศรัสเซียเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้สภาพศพไม่เน่าไม่เปื่อย ยังคงสภาพไว้เหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิต

นักท่องเที่ยวที่เข้าไปจะมีโอกาสคารวะศพลุงโฮที่สุสานของท่านเมื่อใด เราจะเห็นเหมือนกับว่าลุงโฮยังหลับอย่างมีความสุขอยู่ในสุสานของตัวเองตราบนาน บรรยากาศข้างในนี่ด้วยความเงียบ ความเย็น แสงสีแดงที่โปรยฉาบร่างท่านไว้ องค์ประกอบทั้งหมดนี่ขมวดรวมกันดูขลังมากมากครับ บันทึกไม่ได้ด้วยเทคโนโลยี แต่ลั่นชัตเตอร์ตาเก็บไว้ได้ด้วยใจครับ

แต่ในช่วงเดือน ..ถึง .. เป็นเวลา 2 เดือนที่ศพลุงโฮ จิ มินห์ จะนำไปไว้ที่มอสโก ประเทศรัสเซีย ที่จะต้องนำไปไว้ที่โน่นนี่เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของสองประเทศครับ เพราะรัสเซียเคยให้การช่วยเหลือ โฮ จิ มินห์ ในช่วงยังมีชีวิต และต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม

สำหรับโฮ จิ มินห์ หรือลุงโฮ วีรบุรุษของชาวเวียดนามนั้น เกิดเมื่อ 19 ....2433 เสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 .. .. 2513 รวมอายุ 79 ปี โดยวันตายของท่านนั้น ถือเป็นวันชาติของเวียดนามด้วย

อีกจุดนึงที่อยู่ใกล้ใกล้กันนั้นคือ Presidential Palace อาคารสีเหลืองอร่าม ที่อยู่ด้านใน ติดกับสุสานลุงโฮ อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยที่ฝรั่งเศสยึดครองเวียดนาม เมื่อปี ..2428 แม้จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยก็ตาม แต่ลุงโฮไม่ง้อ ไม่คิดจะอยู่ แต่ขออยู่ที่บ้านพักของคนขับรถที่สร้างขึ้นแทน

ถัดมาทางด้านหลังของ Presidential Palace เป็นบ้านพักอาศัยของอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนามผู้นี้หรือ Ho Chi Minh’s Stilt House นั่นเอง ต่อมารัฐบาล ได้สร้างบ้านไม้แดงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ทั้งหลังให้ลุงโฮได้พำนักอาศัย ซึ่งสามารถเดินถึงกันระหว่างบ้านท่านกับอาคารรัฐสภาได้ เนื่องจากอยู่ทางด้านหลัง เยื้องมาทางด้านซ้าย ไม่ไกลกันนัก

สำหรับบ้านหลังนี้สร้างขึ้นโดยจำลองมาจากบ้านที่ลุงเคยอยู่ตอนเข้าไปในป่า ด้านล่างจะมีโต๊ะประชุมสำหรับลุงโฮ และคณะกรรมการกรมการเมือง 10 คน เพื่อไว้สำหรับประชุมปรึกษาหารือกันในการพัฒนาประเทศ ส่วนบนบ้านจะเป็นห้องนอนของลุงโฮ ภายในห้องจะเห็นมีเตียงนอน และพัดลม ของใช้ทั่วไป ลุงโฮใช้บ้านหลังนี้เป็นที่นอน และที่ทำงานไปพร้อมกันตั้งแต่ปลายปี 1954 จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

เดินถัดไปอีกหน่อยเราก็จะเห็น One Pillar Pagoda ถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้สร้างด้วยเสาอันเดียวอยู่บนน้ำ ภายในประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม สถานที่แห่งนี้ เล่ากันว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใครที่อยากมีลูก ก็นิยมมาสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่สถานที่แห่งนี้ โดยมีความเชื่อกันว่า ลูกที่ขอ เมื่อได้ก็ต้องเลี้ยงเป็นอย่างดี

อีกจุดนึงที่ไม่ควรพลาดคือ Ho Chi Minh Museum ที่นี่ต้องเสียค่าผ่านประตู 5000 ดอง ผมค่อนข้างสนุกกับที่นี่พอสมควร ข้างในมีเรื่องราวที่ถูกจัดไว้ได้อย่างเป็นสัดส่วน เรื่องราวของการกู้ชาติ การสร้างชาติ ภาพสงคราม ไม่น่าพลาดครับจุดนี้

ใช้เวลาอยู่ที่นี่ร่วม 2 ชั่วโมงกว่ากว่า ได้เวลามุ่งหน้าสู่จุดที่ 2 Temple of Literature วิหารวรรณกรรมครับ แผ่แผนที่หลากลางแดดจ้าหน้าสุสานลุงโฮ ไม่ไกลเกินกว่าใจจะเดินถึง หันหน้าไปมองสหายผู้ร่วมทาง ส่งสัญญาณจิตเดินนะไม่รู้เห็นด้วยหรือจำนนก็ไม่ทราบได้ สหายพยักหน้ากลับอย่างเหงาเหงา อืมม..ท่าทางคงอยากเดิน

งงงวยหลงทิศจนทมไม่ไหว ถามเอาเลยดีกว่า ซักไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมงเราก็เดินมาถึงถนน Van Mieu ซึ่งเป็นถนนด้านข้างของ Temple of Literature ยกนาฬิกาขึ้นดู โอวนี่มันบ่ายคล้อยย้อยแล้วนี่ ยังไม่ได้กินข้าวเลย หาอะไรกินกันก่อนละกัน

ใน LP แนะนำร้านระแวกนี้อยู่ร้านนึงชื่อ KOTO ลองเดินไปดู โอว ฝรั่งเต็มร้านเลย อย่ากระนั้นเลย กระจายรายได้ให้กับร้านชาวบ้านแถวนี้เลยดีกว่า มีอยู่ตั้งหลายร้านเงียบเหงาทั้งนั้น เราเลือกร้านที่ชื่อว่า PHO BO เห็นว่ามีไก่ต้มโชว์อยู่หน้าร้าน ยังไงก็มีไก่กินละน่า

ป้าสูงอายุดูราศีคงเป็นเจ้าของร้าน ต้อน เอ้ย..ดูแลเราเป็นอย่างดีเราเป็นอย่างดี ทั้งที่เราไม่ได้ใส่สูทเข้าร้าน หน้าตาไม่ละม้ายนักการเมือง หุ่นก็ไม่ใกล้ลูกนักการเมืองไปได้ แกจัดการพาไปนั่งโต๊ะในร้านอย่างดิบดี มีแรงอุ้มแกคงอุ้มไปแล้ว เอาหละหว่าดูแลแขกบ้านแขกเมืองขนาดนี้ เห็นทีมื้อนี้สบายแน่ กินอย่างราชาราคาชาวบ้าน คงจะเป็นที่นี่กระมัง

เราชี้ไปที่ไก่ต้ม แล้วก็ทำท่าพุ้ยข้าว แค่สองอย่างนี้ เราคงประทังชีวิตให้พ้นบ่ายนี้ไปได้ไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือป้าแกยกมือ ปรางค์ห้ามญาติ ทั้งทั้งที่เราไม่น่าเป็นญาติกันได้แต่แกก็ห้ามเรา เราพยายามบอกแค่ไก่กับข้าว แกยังห้ามอยู่ โอเค แกคงเข้าใจแล้วมั้ง ปล่อยแกสู่อิสรภาพแล้วกัน

ไม่เกิน 4 นาที แกกับลูกทีมก็เดินเรียงแถวเอากับข้าวมาวางตรงหน้าเรา ที่เราสามารถกวาดสายตามองเห็นตอนนี้นั้น มันน่าจะมากกว่า 8 จาน มีทั้ง ไก่ต้ม มันทอด ผักลวก ปอเปี๊ยะทอด น้ำซุบ ผักสด น้ำจิ้มหลากชนิด ข้าวสวย เอ๊ย..ทำไมมันหลายอย่างจัง ป้าครับ ผมไม่ได้เอากองทัพมาด้วยนะครับ ผมมาเที่ยวไม่ได้มารบ พยายามยกมือปัดป้องสิ่งที่แกกำลังเสริฟ บอกว่าไม่เอา เยอะไป กินไม่หมด ป้าแกก็ได้แต่ทำท่าบอกให้กิน กินได้เลย อร่อยมาก กินเหอะ เอาไงดีหละ หรือว่านี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวฮานอย ไมเราไม่เคยอ่านเจอฟะ หรือเราคงศึกษามาน้อยเกินไป หรือเราคง……พอเหอะ กินก็กิน เป็นไงเป็นกัน

อาการเสียวสันหลังเกิดขึ้นระหว่างมื้อ มันน่าจะมีแค่อาการเสียวฟันเนอะ เสียวสันหลังก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันแฮะ จะโดนอย่างที่เค้าล่ำลือกันไม๊นะ หลายต่อหลายคนก็บอกแล้วให้ระวัง เรื่องโดนโกงในเวียตนามเนี่ย ให้มีสมาธิทุกรายละเอียด ไม่น่า คงยังไม่โดนมั้ง มองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้ว ป้าแกออกจะใจดี สั่งเก็บตังค์เลยละกัน

ผมเดินออกจากร้าน ข้ามถนน ยืนฝั่งตรงข้ามกับร้าน ว่าจะถ่ายชื่อร้านกลับไปเป็นที่ระลึกซักหน่อย อืมมร้าน PHO BO ร้านแห่งความทรงจำ ใครช่วยพาผมไปโรงพยาบาลแห่งชาติฮานอยที ที่เห็นผมตอนนี้ ผมไม่ได้ใส่เสื้อกับกางเกงสีแดงนะครับ นั่นมันสีเลือดที่กำลังไหลพุ่งซึมเยิ้มตามรอยแผลที่ผมเพิ่งถูกฟันมาเมื่อซักครู่ครับ อาการผมสาหัสเกินไปกว่าที่จะถ่ายรูปที่ 2 ต่อไปได้ครับ

เราถูกเก็บตังค์ที่เกือบสองแสนดองครับ ป่วยการจะดึงดันทักท้วงกับมนุษย์ปรางค์ห้ามญาติคนนั้นครับ ไม่ได้ผลตอบสนองอะไรกลับมาทั้งนั้น นึกซะว่าไอ้ไก่ที่เรากินไปเมื่อกี้คงเป็นไก่พ่อพันธ์ุแชมป์การเดินสายประกวดไก่ทั่วประเทศเวียตนาม คุ้มขึ้นมาทันทีเลยครับ อร่อยเป็นบ้า พ่อไก่นักเดินทาง

สลัดคราบลอกรอยแผลแหวะหวะออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชีวิตต้องเดินต่อ แค่นี้เรื่องเล็ก สิ่งที่เรากำลังจะเข้าไปยิ่งใหญ่มากกว่านัก Temple of Literature วิหารวรรณกรรม

Temple of Literature สร้างขึ้น ในปี 1070 เพื่อสอนปรัชญาของขงจื้อ ที่หน้าประตูทางเข้า จะมีอักษรเขียนที่มีความหมายถึง ความฉลาด (intelligent) ส่วนตรงประตูทางออกก็จะมีอักษรเขียนที่มีความหมายถึง คุณธรรม (moral) ดังนั้น Temple of Literature จึงเป็นสถานศึกษา ที่อบรมสั่งสอน โดยคัดเลือกคน ที่มี ความเฉลียวฉลาด เพื่อเข้ารับการศึกษาปรัชญาตามคำสอนของขงจื้อ เมื่อจบออกมาก็จะกลายเป็นบุคคลฉลาด ที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

เราจะต้องเสียค่าผ่านประตูก่อนเข้า 5,000 ดอง วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ของเวียดนาม เพราะถ้าย้อนไปในอดีตที่นี่ก็คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของฮานอย และยังเป็นสนามสอบสำหรับคนที่จะสอบเข้ารับราชการ หรือสอบจอหงวนแบบในหนังจีนที่เราเคยดูกันนั่นแหละ

เมื่อเดินเข้ามาในวัดจะเห็นเต่าหินพร้อมแผ่นป้ายขนาดใหญ่เรียงรายขนาบสองข้างทางเข้าวัด เพราะเขาเชื่อกันว่าเต่าเป็นสัญลักษณ์ของความรู้และปัญญา เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าบนแผ่นหินมีชื่อสลักเอาไว้ ซึ่งชื่อเหล่านี้คือผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกจอหงวนนั่นเอง

สัญลักษณ์รูปปั้นบนประตูทางเข้าประตูแรก เป็นรูปปลา มุ่งหน้าเข้าสู่ขวดเหล้า ปลาเปรียบเหมือนคนเก่ง ขวดเหล้าเปรียบเหมือน ความรู้

ประตูถัดมา เป็นรูปมังกร ซึ่งมังกรเป็นสัญลักษณ์ของการให้น้ำและความอุดมสมบูรณ์

หมายถึง ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาแล้ว เปรียบเหมือนเป็นมังกร ที่ต่อไปจะเป็นบัณฑิตผู้ที่มี ความรู้ทำงานรับใช้แผ่นดิน และให้ความชุ่มชื่นกับแผ่นดิน

ผ่านประตู 2 ชั้นแล้ว ก็ จะมาถึง ลานกว้าง ซึ่งรอบด้านข้างก็ยังคงเต็มไปด้วยรูปปั้นเต่าหิน มีแผ่นหินอยู่บนหลังเต่า เชื่อกันว่าผู้ที่สัมผัสหัวเต่า จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเล่าเรียน และหน้าที่การงาน ดูจากความมันวาวบนหลังเต่าแล้ว คงจะมีคนประสบความสำเร็จมากพอดูครับ ที่นี่สวยดีครับ

บ่ายเริ่มแก่เฒ่า เราเดินออกมาหน้าวัด หารถจะกลับไปที่พัก เราเรียกรถสามล้อถีบของที่นี่ หรือคนที่นี่เรียกว่า ซิกโล่ ต่างจากสามล้อถีบบ้านเราครับ ที่นั่งผู้โดยสารอยู่ด้านหน้า พนักงานถีบจากข้างหลัง ได้อารมณ์สนุกสนานปนเสียวเล็กน้อยครับ เรียกว่ารับลมโกรกไปด้วยชมเมืองไปด้วย สนุกทีเดียว

เรายังมีเวลาก่อนที่จะขึ้นรถไปเว้ ไปเที่ยวทะเลสาบ Hoan Kiem กันอีกรอบดีกว่า

ทะเลสาบ Hoan Kiem เรียกกันอีกชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ ทะเลสาบแห่งนี้มีตำนานเล่าว่า พระเจ้าเลไทโต กษัตริย์เวียดนามทรงได้รับดาบวิเศษมาจากเต่าทองตัวหนึ่ง เพื่อใช้ต่อสู้กับราชสำนักหมิงของจีน เป็นเวลาร่วม ๑๐ ปี เมื่อสามารถปลดปล่อยประเทศได้แล้ว พระองค์ได้ทรงลงเรือถือดาบไปกลางทะเลสาบ และเต่าทองหรือเต่าเทวดาก็ได้ขึ้นมาคาบดาบวิเศษเล่มนั้นคืน พร้อมดำน้ำหายไป จึงเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบแห่งนี้

ซึ่งกลางทะเลสาบยังมีหอคอยที่ชื่อว่า Thap Rua ที่แปลว่าหอคอยเต่า อยู่ด้วย และว่ากันว่าเต่าก็ยังคงอาศัยอยู่ในทะเลสาบนี้ และบนเกาะเล็กใกล้หอคอยยังมี Ngoc Son Temple หรือ วัดเนินหยก ตั้งอยู่ เราสามารถที่จะข้ามไปวัดบนเกาะกลางทะเลสาบได้โดยเดินข้ามสะพานโค้งสีแดงที่มีชื่อว่า The Huc Bridge หรือ สะพานแสงอาทิตย์

เบื่อตำนานกันหรือยัง วัดเนินหยกนี้เล่าว่าสร้างโดยผู้กล้าท่านหนึ่งที่สามารถปลดแอกชาวเวียดนามจากมองโกล ซึ่งในวัดก็มีรูปปั้นของท่านตั้งเป็นที่เคารพสักการะอยู่ และยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้ากวนอูอยู่ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเต่ายักษ์ตัวผู้ตัวหนึ่งที่ถูกสต๊าฟไว้ เต่าตัวนี้เล่ากันว่า ขึ้นมานอนอยู่ที่หอเต่ากลางทะเลสาบ ชาวบ้านเห็นกลัวจะแห้งตาย จึงช่วยกันเอาลงน้ำ แต่เต่าดังกล่าวก็ยังขึ้นมาใหม่ถึง ครั้ง หน และครั้งสุดท้ายก็มานอนตายอยู่ที่หอเต่านี้ ทางวัดจึงนำมาสต๊าฟไว้ให้คนได้ชม ซึ่งบริเวณใกล้เต่าสต๊าฟยังมีรูปถ่ายเต่าตัวเมียอีกตัวหนึ่ง ที่มีคนเห็นโผล่มาในทะเลสาบเป็นครั้งคราว และมีผู้ถ่ายรูปไว้ได้

เรานั่งทอดหุ่ยอยู่ในวัดบนเกาะแห่งนี้ซักพักใหญ่จนใกล้ค่ำ เราจึงกลับไปเอาของ หาข้าวผัดร้านละแวกนั้นกิน ซื้อขนมปัง น้ำดื่ม ตุนไว้สำหรับคืนนี้

หกโมงตรงเรามานั่งรอรถ ที่เอเจนซี่ที่เราซื้อตั๋ว มีผู้ร่วมเดินทางไปเว้เที่ยวเดียวกับเราอีกคนนึง เป็นผู้หญิงชาวญี่ปุ่นร่างเล็ก เดินทางคนเดียว เธอเพิ่งกลับจากซาปา กำลังจะลงใต้ เว้ โฮจิมินท์ ต่อเขมร ตอบไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดที่เมืองอะไร เธอว่าถึงตรงนั้นเธอจะรู้เอง

หกโมงครึ่งพนักงานเรียกรถแท็กซี่พาเราทั้งสามคนไปขึ้นบัสรอบนอกของระแวกนี้ แถวนี้แคบเกินไปที่รถใหญ่จะเข้ามา ผมก็ว่า

ไปถึงคนนั่งอยู่บนรถจวนเต็มแล้ว ผมสังเกตที่ข้างรถมีสกรีนคำว่า Toresco เอนี่มันไม่ใช่ Sinh Cafe นี่นา ป่วยการจะทำความเข้าใจ วันนี้ผมทำความเข้าใจเรื่องอื่นมาเกินพอแล้ว เดินทางดีกว่า

เราได้ที่นั่ง ข้างหลังสุด สภาพรถไม่เลว ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนรถเป็นคนเวียตนาม ผมเห็นฝรั่งหัวทองอยู่คู่เดียวตรงกลางรถ บนรถนี้มีคนพูดเวียตนามไม่ได้อยู่ห้าคน

รถออกตอนทุ่มกว่า………..เรากำลังจะไปเว้………….

~ โดย sanookpradesh บน เมษายน 23, 2007.

3 Responses to “เวียตนาม….02….ราชาคงรู้ช้าไป”

  1. อ๋อออออ ไปกับสหาย…..หึหึหึ ^^

  2. เคยโดนฟัน(ราคา)เหมือนกันครับ
    แต่เป็นที่ฮอยอัน
    กินแค่ข้าวกับไก่บนร้านข้างทาง
    แบบที่กางโต๊ะกันบททางเท้า
    ล่อไป ๕๐๐๐๐ (โอ้ พระเจ้า)
    ตั้งแต่นั้นมาเลยเข้าร้านห้องแอร์ตลอด
    เพราะจ่ายเท่ากัน แต่นั่งสบายกว่า

  3. ๕๕๕

    ไปมาแล้วแต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลับมาอ่านแล้วรู้สึกว่าได้ความรู้ประวัติศาสตร์เวียตนามเยอะขึ้นเป็นกองงงง

ใส่ความเห็น