เวียตนาม….01….ดีเลย์..เอ้ยแต่ไม่ได้ไปเดลีนะ

แน่นอนที่สุดครับ ผมกำลังรอเครื่องจะไปฮานอย เมืองหลวงอย่างเป็นทางการของประเทศเวียตนาม การรอเครื่องวันนี้คล้ายดูเหมือนธรรมดา คือดีเลย์ แต่แค่นิดหน่อยคงพอทำใจได้ เครื่องบินนี่นาไม่ใช้วินมอเตอร์ไซด์ปากซอย แต่คราวนี้ลูกพี่เล่นดีเลย์ขั้น 3 ชั่วโมง โอเค…ซึ้ง ผมต้องง้อพี่อยู่แล้วนิ

ตามตารางเดิมเครื่องควรจะเหินฟ้าแหวกเมฆราว 11.45 นาฬิกา ดีเลย์ไปเป็นราว 4 โมง โอว…มิสมูนจะรู้เรื่องเครื่องดีเลย์หรือยังเนี่ย คนที่จะมารับเราที่สนามบินจะรอเหมือนที่เรารอรึป่าวนะ เอาน่าเดี๋ยวก็รู้

ซักประมาณเที่ยง เจ้าหน้าที่สายการบินคงสังเกตเห็นอาการประหลาดหมู่ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารนี่นั่งรอเครื่องไปฮานอย หรือถ้าใครมาเห็นสภาพผู้โดยสารกลุ่มนี้เข้าก็คงจะสังเกตเห็นแน่แน่ แต่ละคนมีอาการซึมเศร้า เหม่อลอย พูดคนเดียว นั่งนับนิ้ว หงอย คล้ายไก่เป็นไข้หวัด คล้ายแมงสาบโดนยาพ่นใส่ คล้ายบอลไทยแพ้ที่สนามศุภ

เจ้าหน้าที่คงทนเห็นสภาพอย่างนี้ไม่ไหว ปล่อยไว้ไม่ได้การแน่ ทำยังไงดี หรือจะลองปล่อยมุขคาเฟ่บรรเทาอาการ “ผู้โดยสารทุกทุกท่านค่ะ อีกในไม่ช้าทุกท่านก็จะได้ไปเมืองฮานอยแล้วนะค่ะ ดิชั้นจึงอยากให้ทุกทุกท่านฮาหน่อยค่ะ” อืมไม่น่าขำเท่าไหร่ “ผู้โดยสารทุกท่านค่ะ เมื่อวานนี้ดิชั้นไปทำบุญที่วัดมาค่ะ หลวงพ่อให้มาสองตัวค่ะ” ใครซักคนคงเอ่ยปากถาม “เลขท้ายหรือครับ” “ออ…ลูกหมาค่ะ” อืมน่าจะได้ แต่ถ้าแป็กหละ จ๋อยเลยนะเนี่ย

มุขยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แต่ทำไปคงไม่เป็นภาพดีกับองค์กรเท่าไหร่ แถมถ้าโดนนายด่าอีก จะซวยไปใหญ่ ใช้วิธีแบบเดิมก็แล้วกัน “ท่านผู้โดยสารที่จะไปฮานอย กรุณาถือตั๋วเที่ยวบินของท่านมารับอาหารกลางวันได้ที่เคาท์เตอร์ค่ะ”
ผมกับสหายพรึดปลิดอาการหงอยซึม ดิ่งไปรับอาหารกลางวันมากินกันดีกว่า อืมม ยารักษาอาการไข้หวัดนกในคนแบบนี้เข้าท่าแฮะ หายแทบปลิดทิ้ง ของฟรีนั่นเอง โอ๊ะ..ผมยังไม่ได้พูดถึงสหายพรึดที่จะติดสอยห้อยตามไปด้วยกันในครั้งนี้เลยครับ สหายพรึดนี่เป็นแบบโก๊ะครับ งงไปวันวัน แต่มีดีที่ฉลาดครับ ครั้งนี่เป็นการเดินทางออกนอกประเทศด้วยกันครั้งแรกครับ ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ลองดูกันครับ แล้วผมจะแฉเป็นช่วงช่วงครับ อิอิ แฉเป็นหมีแพนด้าเลยทีเดียว โอว…..แป็ก

สามโมงยี่สิบ พนักงานจากสายการบินเรียกผู้โดยสารทุกคนขึ้นเครื่อง ได้เวลาเดินทางกันแล้ว จากประสบการณ์กับการเดินทางด้วยสายการบินราคาต่ำ เราไม่ค่อยเร่งรีบที่จะต่อแถวเช็คบอร์ดดิ้งพาสท์กันซักเท่าไหร่ โดยธรรมชาติของการบินประเภทนี้แล้ว เราจะต้องต่อบัสเพื่อที่จะต้องไปขึ้นเครื่องอีกที แล้วยังไงหรือครับ ถ้าเรารีบพลีพลามพุ่งขึ้นบัสเป็นเจ้าแรกแรกนี่ยังไงเสียเราก็ต้องรอคนหลังหลังจนบัสเต็ม คราวนี้หละครับชุดคนแรกแรกนี่ถูกดันเข้าไปอยู่ส่วนในของบัสเลยทีเดียว พอถึงเครื่องนี่คนที่จะได้ขึ้นเครื่องก่อนก็จะเป็นพวกที่ตามมาพวกหลังนี่เอง โธ่ อุตส่าห์เข้าแถวเป็นคิวแรก กว่าจะได้ขึ้นเครื่องรอซะ……คิวแรกก็ใช้ไม่ได้กับทุกอย่างแฮะ……

เครื่องออกตัวได้ซักพัก ก็ได้รับใบเข้าเมือง กรอกเรียบร้อย นั่งหลับหลับตื่นตื่น ไม่ช้านานล้อเครื่องบินก็สัมผัสพื้นยางมะตอยประเทศเวียตนามในจุดที่ทุกคนเรียกว่า Noi Bai International Airport

พิธีการผ่านตรวจคนเข้าเมืองเวียตนามเป็นไปได้ด้วยดี แบกเป้ใบเขื่องขึ้นหลังได้ก็เดินตัวปลิว ด้านหน้าบริเวณรอรับผู้โดยสารเต็มไปด้วยพี่เวียตหนุ่มบ้างแก่บ้าง ชูป้ายกระดาษที่มีข้อความประเภทชื่อคนและชื่อโรงแรมกวักไกว่กันให้พรึบพรับ หรือว่าเที่ยวบินนี้มีดาราติดมาด้วยหว่า หรือว่ามารอรับเอเอฟเวียตนามที่จะมาไฟล์ต่อไป อืมม..ลองเดินไปอ่านทีละป้ายชื่อละกัน ใครกันนะที่มิสจะส่งตัวมารับเรา ใครกันนะที่จะขับรถพาเราไปหามิส คนไหนกันนะ

ไล่จ้องป้ายตั่งแต่คนแรกยันคนสุดท้าย หนุ่มยันแก่ เตี้ยยันสูง หล่อยันน่ารัก ไม่มี เดินไล่ดูจากท้ายแถวมาต้นแถวอีกที ไม่มี เอาแล้วไงหละมิส หรือว่าพี่ท่านไปเข้าห้องน้ำมั้ง รอนานขนาดนี้ ไม่ก็คงหิวหาเฝอกินอยู่มั้ง

เอาหละ ถ้างั้นเอาเงินยูเอสไปแลกก่อนดีกว่า แลกไป 100 ยูเอส พอรับเงินมาแทบล้ม ไม่ล้มไงไหวตั้งเป็นล้าน โอวนี่มันเศรษฐีใหม่ชัดชัด รวยอย่างนี้เอาไปซื้อทีมฟุตบอลซักทีมซะดีมั้ยนี่ โถ่…เข้าเมืองให้รอดซะก่อนเถอะไอ้สนุก

พี่พนักงานชูป้ายเริ่มบางตาลงไปแล้ว เพราะบางคนเริ่มได้เหยื่อ เอ้ย ลูกค้าของตัวเองพาเข้าเมืองไปเรียบร้อยแล้ว เอาหละเข้าไปลุ้นกับคนที่เหลือก็แล้วกัน

พอกันที ไม่มีแม้แต่ชื่อใกล้เคียง โถ่มิสทำกันได้ เดี๋ยวก่อนเถอะกลับไทยแลนด์เมื่อไหร่ จะเมลมาหา ไม่ให้ใช้ชื่อเราตั้งชื่อตัวอะไรของมิสทั้งนั้น ไม่บอกแล้วว่าไอ้ชักแม่น้ำอะมันคืออะไร โถ่มิส ทำกันได้

ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า โลกเริ่มแปลงร่างเป็นสีเทา ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เดินออกไปหน้าสนามบินเร็วกว่าใจบ่น กะจะเข้าเมืองโดยมินิบัสอย่างที่ไกด์บุ๊คว่าไว้

ประตูเปิดอ้า แทบไม่ต้องกลอกตาซ้ายขวา รถที่ตามหาจอดแทบชนหน้า รถมินิบัสที่ว่าเป็นบริการของสายการบิน เวียตนาม แอร์ไลน์ เก็บค่าบริการ 2 ยูเอสดอลลาร์ถ้วน (แต่จะจ่ายเป็นดองก็ได้นะ) ลักษณะรถที่ว่าคลับคล้ายรถตู้แต่ขนาดเล็กกว่า ขนาดบรรจุแบบหายใจรดซอกหูน่าจะได้ที่ 8 ถึง 10 คน นี่รวมสัมภาระด้วยนะ เอาหละพี่จะกี่คนก็ตามสบาย ผมจะไปกับพี่นี่แหละ

รถขับช้าอย่างกับรถขนมัน หรือว่าน้ำหนักของพวกเราเท่ากับพวกมัน งั้นตอนนี้เราก็อยู่บนรถขนเรา มีแต่พวกเรา ช้าช้า เพลินเพลิน วิววิว โพล้เพล้ย่างกราย

กว่า 45 นาที รถขนเราพาเข้าเขตเมือง สังเกตได้ไม่ยาก ปิดตาก็รู้ได้ ทั้งภาพและเสียงร่วมสอดขนานฟ้องความเป็นเวียตนาม คาราวานมอเตอร์ไซด์มหาศาลรวมตัวคล้ายก่อม็อบ ฉวัดเฉวียน โฉบเฉี่ยว เลี้ยวเลาะ กึ่งเหาะ อยู่ทั่วทุกบริเวณตารางนิ้วพื้นผิวที่เรียกว่าถนน ปี๊น แป็น ปู๊ด ป๊าด…….

รถจอดปล่อยคนลงจุดแรกหน้าที่ทำการของเวียตนามแอร์ไลน์ คนลงไปจำนวนนึง ส่วนใหญ่เป็นคนท้องที่ แน่นอนที่สุดที่เหลือคือนักท่องเที่ยวที่ยังไม่รู้ว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน จะลงก็ไม่กล้า จะไปต่อก็ไม่รู้จะมุ่งหน้าไปไหน มองหน้ากันไปมาไม่นาน ก็มีชายหนุ่มชาวเวียตนามขึ้นรถมาส่งภาษาอังกฤษถามแต่ละคนว่าจะไปลงที่ไหนกันบ้าง แต่ละคนก็บอกจุดหมายคือโรงแรมที่จับจองกันไป แล้วเราหละจะเอายังไงดี จะกลับไปง้อมิสขอที่นอน หรือจะหิ้วศักดิ์ศรีขึ้นบ่ามุ่งหน้าทำโทษมิสอย่างสาสม โดยหาที่นอนใหม่ เอาไงดี มีเวลาให้คิด 30 วินาที
โพล่งพูดออกไปเร็วกว่าใจคิด “BamBoo Hotel” เหตุผลมีไม่เยอะ หนึ่ง.ข้อมูลที่หามาได้ก่อนมา พูดถึงที่นี่ไว้ค่อนข้างดี สอง.มันอยู่ในระแวก ถนน Hang Bac ซึ่งถูกสถาปนาไว้ว่ามันคือศูนย์รวมของที่พักราคาถูก มันถูกพูดถึงว่าละม้ายถนนข้าวสาร ผมเข้าใจว่าทุกคนที่อยู่บนรถตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น

ผมถูกปล่อยลงเป็นคนแรก ชายหนุ่มชาวเวียตนามคนนั้นชี้ไม้ชี้มือให้เดินต่อไปอีกนิดไม่นานก็เจอ ผมขอบคุณเค้าในฐานะชายผู้ชี้ทางเกือบสว่าง ในช่วงกลางของการเดินทางผมได้เจอบุคคลอาชีพนี้บนรถมินิบัสนี้อีกครั้ง ดูเจตนาเหมือนจะดี แต่ทั้งมวลมีนัยแฝง แล้วจะเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ

ผมยืนงงงวยอยู่ท่ามกลางฝูงแมลงมอเตอร์ไซด์ จะเริ่มต้นที่ยังไงดี เริ่มจากการเดินหน้าไปตามทิศปลายนิ้วชี้ชายหนุ่มเวียตนามคนนั้นละกัน แล้วมันอยู่ซอยไหนหละ ซ้ายก็จอดมอเตอร์ไซด์บนทางเท้า ขวาก็จอดจำลองร้านขายเฝอชั่วคราวผู้คนล้อมรอบสิ่งจำลองชั่วคราวที่ว่านั้น ข้างหน้านั่นก็พี่สาวหาบอะไรมาขายก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่สาวยังไม่ถอดงอบปลายแหลมอีกหรือครับ ไม่มีแดดแล้วครับ หรือว่าพี่สาวไม่รู้สึกว่ามีหมวกเสียแล้ว มันคงหลอมกลายเป็นอวัยวะแล้วกระมัง

คงเป็นอีเพราะความมั่ว งงงง มึนมึน ละมั้ง ที่ทำให้เราแทบเดินชนเกสต์เฮาส์ที่ตกแต่งด้วยไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบหลัก ด้านบนของอาคารมีป้ายชื่อแสดงนามไว้ว่า “BamBoo Hotel” ออ ที่นี่นี่เอง

ฉีกแยกแก้มยิ้มฉ่ำก่อนเอ่ยปากทักทาย ไม่ต้องทายก็รู้ว่ามาหาห้องพัก ไม่ได้ขอมาเข้าห้องน้ำฟรีฟรีแน่ ได้ความว่าคืนนี้เหลือห้องพักอยู่ห้องสุดท้าย ตกลงราคากันได้ที่ 12 ยูเอสดอลล์ จะขึ้นไปดูห้องก่อนก็ได้ พอใจค่อยเอาของขึ้นไป เออ…พี่ผมพอใจตั้งแต่รู้ว่าเหลือห้องสุดท้ายแล้วครับ

ห้องอยู่ในสภาพที่ใช้ได้ดีทีเดียว โต๊ะ เตียง ราวแขวนผ้า ถูกสร้างขึ้นจากไม้ไผ่ เดาไม่ยาก เจ้าของคงฝังใจ คงเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ ผูกพันกันยันโต เห็นแล้วอยากกินข้าวหลามซะแล้วซิ

ตายหละ พูดถึงข้าวหลาม นี่เรายังไม่ได้กินข้าวกันเลยนี่หว่า ไม่นึกถึงก็ไม่เห็นหิว นึกได้ขึ้นมาละก็เอาเชียว หิวขึ้นมาติดหมัด ไม่ได้การแล้ว ไม่ควรปล่อยให้อาการหิวลอยนวล เดินออกมาข้างนอกวิสามัญความหิวให้สิ้นซากซะเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน

ชั้นล่างสุดของ BamBoo นี่ก็มีร้านอาหารไว้บริการเหมือนกัน บรรยากาศน่านั่งละเลียดเวลาดีทีเดียว แต่สำหรับเรายังไม่ใช่ตอนนี้ เราอยากออกไปข้างนอกละเลียดเมืองมากกว่า ที่นี่เดี๋ยวกลับมาสังหารเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ในอุ้งมือซะขนาดนี้

เดินออกมาเส้นที่จะมุ่งหน้าไปทะเลสาบ Hoan Kiem ผ่านร้านควันโชยมากมาย แต่เราสะดุดเข้าอยู่ร้านนึง ไม่มีชื่อร้าน ทำโชว์กันหน้าร้าน ที่สำคัญคนเพียบ ไม่ได้การหละ ปล่อยไว้ถ้าจะได้ใจ เดินดุ่ยเข้าไปแบบไม่ให้ทันตั้งตัว กว่าทุกคนจะรู้ตัวเราก็ชี้สั่งตามแบบโต๊ะข้างข้างไปแล้ว 2 ชาม โค๊ก 2 ขวด

สิ่งที่เราได้มาเป็นลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยว ทีเส้นเหมือนหมี่ตอนไหว้ตรุษจีน ใส่เกี๊ยวหมู อร่อยดีทีเดียว ไม่รู้เรียกว่าไรแฮะ มื้อนี้เราโดนไป 40000 ดอง ไม่รู้ว่าโดนโขกตามคำร่ำลือตั้งแต่มื้อแรกเลยรึป่าวก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าโอเคพอรับได้สำหรับหนึ่งอิ่ม
เดินวาดแผนที่ใส่หัวไปเรื่อยเรื่อยพร้อมกับหาตั๋ว Open Bus ที่จะไป Hueในวันพรุ่งนี้ เปิดไกด์บุ๊คตามหาบริษัทที่ชื่อว่า Sinh Café ซึ่งเจ้านี้ได้รับการยอมรับเรื่องบริการไว้ว่ายอดเยี่ยม รักคุณเท่าฟ้าฮานอย

อารายกันเนี่ย ทุกที่ที่เป็นเอเจนซี่ขายตั๋ว Open Bus มันเป็น Sinh Café หมดเลยอะ ซ้ายก็ใช่ ขวาก็เพียบ แล้วอันไหนอะ ของแท้อะ เจ๊เกียว…ช่วยตั้งชื่อใหม่ให้พวกนี้ที โอย….

ในที่สุดก็ต้องเอาที่อยู่ในไกด์บุ๊คเป็นตัวตัดสินใจแทน เดินกว่าจะเจอนึกว่าจะเดินไปออกเว้ซะแล้ว ตกลงกันได้ที่ราคา 8 ยูเอสดอลล์ ต่อหนึ่งหน่วยคน รถจะออ 6 โมงตรง ให้มาที่นี่แถว 5 โมงครึ่งเป็นอันตกลง

เดินเลียบมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบอีกครั้ง เรากำลังจะพาตัวเองเข้าไปสู่อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องทำเมื่อมาถึงเวียตนาม นั่นคือการข้ามถนน หลักการง่ายที่สุดและดีที่สุดที่เราได้ศึกษามาคือการเดินไปเรื่อยเรื่อย อย่าหยุด พวกพี่เค้าจะหลบเราเอง ผมรู้แล้วหละว่าคนคิดวลีฮิตให้กับสุรายี่ห้อหนึ่ง จุดประกายมาจากที่ไหน “Keep Walking” ที่นี่นี่เอง เอ้ยเดินไปเรื่อยเรื่อย อย่าหยุดนะเฟ้ย ตูเสียว……..

บรรยากาศรอบทะเลสาบ Hoan Kiem เวลานี้ผู้คนยังคึกคักนัก รอบในคือแอ่งน้ำที่หลับไหล รอบนอกคือฝูงมอเตอร์ไซด์อันเชี่ยวกราก โหย… Hoan Kiem แอบคม

เราเลือกหย่อนก้นสะสมบรรยากาศที่ร้านริมทะเลสาบที่มีชื่อว่า Dinh Lang เราสั่งกาแฟ สหายสั่งไอสครีม วันนี้ช่างยาวนานนัก ได้เวลาอยู่นิ่งตรงระหว่างทางนี้ก่อน ไม่นานเราจะเดินทางกันต่อ

แอ่งน้ำกับมอเตอร์ไซด์
นิ่งเงียบกับอึกทึก
กาแฟกับไอสครีม
ร้อนกับเย็น
ผมกับสหาย
เรากับฮานอย

~ โดย sanookpradesh บน เมษายน 3, 2007.

4 Responses to “เวียตนาม….01….ดีเลย์..เอ้ยแต่ไม่ได้ไปเดลีนะ”

  1. สนุกดี รออ่านต่อนะคะ

  2. เพิ่งกลับมาจากฮานอยเหมือนกัน อ่านแล้วนึกภาพได้
    แต่ขอเพิ่มเตอมความแปลกกับ น้ำจิ้มซีฟูด ที่ ฮาลองเบย์
    พรัก 1 กอง เกลือ 1 กอง และมะนาว 1 ลูก
    ใส่จานรวมกันมาให้เรานั่งงง ว่าจะเผาแช่งมันดีไหม 555+
    อาหารบ้านเราอร่อยกว่าเยอะเลยอ่ะ…

  3. 555 นั่นหละครับน้ำจิ้มสูตรเด็ดพี่เวียตเค้าหละคุณพิมพ์
    อย่างงี้ต้องมาเจอจิ้มซีฟู๊ดบ้านเรา
    ทีนี้หละ เอาเฝอมาแลกก็ไม่ยอม

  4. มุขพี่ท่านเด็ดมาก ๕๕๕

ใส่ความเห็น