^^Sikkim^^สิกขิม + ละม้ายคล้ายริมขอบโลก^^วันที่ 8 + เอาใจเขามาใส่ใจเรา^^

แปดโมง แซะตัวเองออกมาจากการทับถมของกองผ้าห่มขนาดหนา อากาศยังหนาวเอาใจคนแปลกหน้าจากเมืองร้อน ลืมตาขึ้นมา…เรายังคงติดอยู่ในโรงแรมมรดกโลก ยูเนสโกคงรู้ช้าไป ลุกไปเข้าห้องน้ำ…ใช่…มันยังคงไม่มีน้ำร้อน มันอาจเคยมี อย่างน้อยมันอาจจะเคยมี กลั้นใจล้างหน้า คล้ายเอาเข็มมาทิ่มที่หน้าเล่น เจ็บแสบชะมัด เช็คเอาท์ เอาของฝากไว้ที่นี่ก่อน หนุ่มน้อยหน้ามนประจำโรงแรม เดินนำทางเอาของไปไว้ที่ห้องเก็บของ โอว..แม่เจ้า เก็บของจริงจริง ภายในห้องประกอบไปด้วย มวลอากาศของความชื้นแห้ง ไม้ที่จะเอามาทำเป็นฟืนสดสดที่วางเรียงรายอยู่ เครื่องปรุงอาหารกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ปรากฏสิ่งมีชืวิตอื่นตอนที่เราเข้าไป แต่ไม่แน่ตอนที่เราจากมา เป้ของเราเป็นสิ่งแปลกปลอมสิ่งเดียวที่มีอยู่ในห้องนั้นในตอนนี้
ออกมารอพบมิตรผู้เอื้อเฟื้อน้ำใจให้กับผู้ประสบภัยทางการท่องเที่ยวตามนัดหมาย เราแวะไปกินเช้ากันที่ร้านขนมหวาน เออ..ร้านขนมหวานมากก็แล้วกัน ชี้สั่งไปที่ชิ้นไหนเป็นหวานแน่แท้ แค่หวานมากหวานน้อยเท่านั้น ชิ้นที่ผมสุ่มเลือกมาทานกับกาแฟนี่ เรียกว่าเอาช้อนกระแทกเพื่อที่จะแหวกผ่าครึ่งนี่ น้ำเชื่อมก็ไหลย้อยคล้อยทะลักละเลียดไล้มาตามด้ามช้อนเลยทีเดียว กินได้ไม่เกินสองชิ้นก็ต้องขอบายครับ เลี่ยนแทบขาดใจ ระยะสองชิ้นนี่กำลังละมุนครับ ไม่แปลกใจเลยว่าที่นี่นิยมระบำที่หน้าท้อง ไหนไหนก็ไหนไหนแล้วกินหวานขนาดนี้ ได้ของแถมที่เรียกว่าพุงมาก็เอามาโชว์ซะเลย

เก้าโมงครึ่งทุกชีวิตรวมตัวกันที่หน้า Blue Sky เพื่อเตรียมพร้อมการเดินทางสู่ปลายยอดเขายุมถัง สรุปว่าเราได้เดินทางแบบเฉียดฉิวครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทาง Blue Sky ทำ Permit ให้เราเมื่อคืนหรือเมื่อตอนเช้านี่เอง รู้แต่ว่าหน้าพี่แกอยากนอนเต็มทนครับ ต้องให้เครดิตกับ Blue Sky ไปเต็มเต็มครับจุดนี้ ที่ตอนนี้เองเราได้รู้จักกับชายร่างอวบได้รูป ชายผู้ที่มีอายุวัดเทียบกับเวลาโลกยังน้อยนัก ชายผู้ที่มีสัญชาติเป็นอินเดียแต่หน้าตาและหัวใจพร้อมใจให้เรียกว่าคนสิกขิม ชายผู้ที่เปิดใจรับการไหลบ่าของกระแสตะวันตกในรูปแบบของกางเกงยีนส์หลุดตูด ชายผู้ที่ทำงานเป็นไกด์ตอนปิดภาคเรียนและในอีกไม่นานเค้ากำลังจะกลับไปเรียน ชายผู้ที่แต่งกายคล้ายชนชาวฮิบฮอบแต่แอบปันใจให้กับไบรอัน อดัมส์ตลอดเส้นทางการเดินทาง ชายผู้ที่ถูกฟากฟ้าแห่งมหานครสิกขิมขนานนามให้ว่า “ซูนัม” ชายผู้นี้จะอยู่ร่วมทางกับเราตลอด 3 วันนับจากตอนนี้เป็นต้นไป

บนถนน MG Marg นั้นไม่อนุญาตให้รถใหญ่ขับผ่าน ซูนัมเรียกรถแท็กซี่เล็กพาเราไปขึ้นรถซูโม่ซึ่งจอดอยู่อีกจุดนึงสูงขึ้นไป
ที่รถซู่โม่เราเจอคนขับรถที่ดูยังไงหน้าตาพี่ท่านก็ไม่ยักเหมือนคนเกาหลีแฮะ ก็พี่แกแนะนำตัวเองว่าชื่อ ซัมซุง หรือพีแกชอบเรน ไม่ก็ชอบดูหนังของ ปาร์ค ชาน วุก ชอบกิมจิแกล้มหมูเกาหลี ชอบเกาหลังเพราะมีขี้กลาก อย่างไงก็ช่างผมว่าหน้าตาเนปาลีมีชื่อเรียกเป็นเกาหลีก็เท่ห์ไม่หยอกเนอะพี่เนอะ

กว่าจะได้ออกตัวนาฬิกาก็ใกล้เลข 10 เข้าไปทุกที รถค่อยค่อยขับเคลื่อนทิ้งภาพความเป็นเมืองข้างหลังให้เป็นภาพเจือจางเลือนลางอย่างสุภาพถ่อมตัว สภาพเส้นทางยังคงไม่เปลี่ยน concept ของเมือง ลัดเลาะคดเคี้ยวตัดซ้ายย้ายขวาอย่างที่เป็นมายังไง ก็ยังสืบเนื่องได้อย่างนั้น





ขับมาได้ไม่น่าเกิน 236 โค้ง มีรถจอดเสียอยู่ข้างทาง พี่ซัมซุงผู้มีเมตตาไม่รอช้าหักพวงมาลัยเข้าเทียบข้างทาง พวกเราสังเกตการณ์อยู่ห่างห่างถึงห่างมาก ทำตัวเป็นผู้ร่วมทางยอดเยี่ยม คว้ากล้องไปถ่ายรูปข้างทางอย่างไม่สนใจใยดีต่อความเดือดร้อนของชนชาวสิกขิม (มีหน้าเอามาคุยอีก)



ซูนัมกับซัมซุงเห็นท่าทางเราลัลล้าเกินพอดี จึงเอาเครื่องไม่เครื่องมือในรถเรา ที่พอจะช่วยได้ทิ้งไว้ให้กับรถที่จอดเสียอยู่ แล้วจึงเรียกเราขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ เออ….พี่น้องครับ ถ้าเกิดรถเราเสียละครับพี่น้อง เอาไรซ่อมหละครับทีนี้ ซัมซุงตอบว่าไอ้สนุกครับ ไม่ต้องห่วงครับ รถคันนี้มันวิ่งด้วยน้ำใจ มันไม่ค่อยทำลายเครื่องยนต์ มันไม่เสียง่ายง่ายหรอกครับ (เราต่างคนต่างคุยในใจ แต่ผมแอบเห็นรอยยิ้มของพี่ซัมซุงกระโจนออกมานอกใจ)


นั่งรถฝ่าแสงหมอกมาได้ซักระยะอึดหายใจ ซัมซุงก็แวะให้เราได้ชมจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดแรก เราเรียกที่นี่ว่า Kabi Lungchok จุดนี้ห่างจากตัวเมือง Gangtok 17 กิโลเมตร ความสำคัญของที่นี่คือ เป็นจุดร่วมร่างสนสิธิสัญญาการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวเลปชากับชาวพูเธีย ในปัจจุบันเราสามารถมองเห็นแท่งเสาหินตั้งตระหง่านแสดงความเป็นสักขีพยานอยู่ตรงจุดนี้นั่นเอง






น้ำตกเจ็ดพี่น้อง

ออกมาอีกไม่นานเราก็มาหยุดที่ อาราม Phodong ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากถนนไป 1 km อารามแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นอารามที่โด่งดังมากในช่วงก่อนที่จะมีวัดรุมเต็ก ที่นี่จะมีระบำหน้ากากในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี (ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณเล็กครับ)

ซูนัมกระซิบบอกพวกเราว่าถ้าพวกเราใช้เวลาที่นี่เร็วขึ้นอีกนิด เค้าจะพาเดินไปชมพระราชวังเก่า ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดนี้ซักเท่าไหร่ ถือเป็นของแถม โอว…ซูนัม มาพูดเรื่องของแถมกับคนไทย ทำอย่างนี้ได้ยังไง ดูถูกกันเกินไปแล้วนะ โธ่…


เราใช้เวลาถ่ายรูป เดินชื่นชม เก็บความรู้สึกดีดี คุยกับพระ ศึกษาหลักธรรมคำสอน ชื่นชมต้นไม้ประหลาด เล่นกับเด็กเด็กระแวกนั้น ทั้งหมดนี้เอ่อ….ด้วยความรีบร้อน รวดเร็ว รวบรัด กระชับ โอเค ซูนัม ไปกันเถอะ อะไรนะที่ว่าเก่าเก่าอะ……….

เราเดินหนีห่างออกจาก Phodong Gompa ไต่ระดับสูงขึ้นพอได้หายใจฝืด ไม่ใกล้อย่างที่ฝันถึง เกือบ 20 นาทีเราก็มาถึง เออ..ไหนอะซูนัม ที่ว่าพระราชวังเก่าที่ว่าอะ ซูนามเด็กฮิบชี้ไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจของชนชาวสิกขิม เบื้องหน้าประกอบไปด้วย พงหญ้าแทรกขั้นด้วยซากอิฐเล็กใหญ่เรียงร้อยกันวาง บนพื้นที่ที่น่าจะกินอาณาเขตประมาณ 200 ตารางเมตร เลยเขตหน้าวังออกไปเป็นทิวทัศน์ที่มองออกไปได้สุดลูกหูลูกตา เห็นทิวเขาได้ลูกแล้วลูกเล่า อืม..ชัยภูมิไม่เลวทีเดียว อารมณ์ประมาณอยุธยาครับ จุดจุดนี้ ต้องใช้จินตนาการพอสมควรทีเดียว น่าเสียดายครับ ไม่มีการจัดการการท่องเที่ยว ถูกปล่อยเปล่ารกร้าง กลายเป็นเศษประวัติศาสตร์ที่รอการถูกลืม

ขับเคลื่อนรถออกจากอดีต ใส่เกียร์สองมุ่งหน้าสู่อนาคต กว่าชั่วโมง เราจอดรถแวะกินข้าวกันที่หมู่บ้าน Namok ตอนบ่างหนึ่งโมง จากนั้นเราก็ขึ้นเหนือกันต่อ


(โฆษณาแฝงระหว่างทาง)
ระหว่างทาง : เมืองอะไรกันเนี่ยช่างไม่มีความโรแมนติกซะเลย เมืองอะไรกันเนี่ยใช้ชีวิตตัวใครตัวมัน เมืองอะไรกันเนี่ยมีแต่บุคคลที่สาม เมืองอะไรกันเนี่ยไม่มีความรัก เมืองอะไรกันนี่ไม่มีเรื่องราวระหว่างเรา เมืองที่ไม่เคยมีเรา เมืองที่ไม่คิดถึงเรา เมืองที่มีแต่เขา เขา เขา เขา เขา เขา เขา เขา เขา และก็ เขา

สะดุ้งจากพวัง อาการเพ้อจากประโยคเมื่อซักครู่ ตามทฤษฎีทางการแพทย์แผนตะวันออก เรียกอาการนี้ว่าอาการเมาเขา อาการไม่รุนแรงเท่าการเมารถและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า วิธีการรักษาให้หาสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันให้ความอบอุ่น มอบความรัก เอาใจใส่ในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ผู้ป่วยเกินอาการเมาเราเข้ามาแทนที่ เมื่ออาการเมาเราซึมเข้าร่างกายและจิตใจได้ในปริมาณที่สมควรแล้ว อาการเมาเขาก็จะน้อยใจเก็บผ้าเก็บผ่อนลาจากไปเอง ทั้งนี้และทั้งนั้นเดินทางมาถึงที่นี่ทั้งที ให้ท่องคติให้ขึ้นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ใช้ได้ไม่เชยเลยทีเดียว

เส้นทางช่วงบ่ายเป็นเส้นทางที่คล้ายไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีวี่แวว มีแค่ซ้ายกับขวากับขวากับซ้าย ดีที่มีบรรยากาศข้างทางที่มาคอยช่วยหยอกล้อสายตามิให้เว้นว่างความสนุกซะทีเดียว เราต้องผ่านจุด Check Point สามจุด ได้ยืดเส้นยืดสายก็อีตอนนี้นี่เอง

บ่ายสี่โมง ฟ้าเริ่มเป็นสีเทา ดวงดาวคล้ายเตรียมแต่งตัวออกมาทำงาน แวะจุดดื่มชา เป็นจุดสุดท้ายที่แวะพัก หางตาแอบเหลือบเห็นหลักกิโล 21 กิโลไป ลาซุง วัลเล่
21 กิโลสุดท้ายเป็นการไต่เขา ไต่เขา และไต่ขึ้นเขาล้วนๆ พุ่งทะยานฝ่าสายหมอกอย่างบ้าคลั่ง หมอกลงหนักมาก อากาศกลายเป็นสีขาว ไหนว่าอากาศไม่มีสี

ห้าโมงมืดมิดคล้ายสี่ทุ่มครึ่งบนยอดดอยหลวงเชียงดาว หมอกยังคงลงหนักคล้ายรัฐบาลอินเดียสั่งเปิดเคลื่องพ่นดรายไอซ์อยู่บนยอดเขา ไฟหน้ารถสาดส่องถนนเห็นได้ไม่เกินระยะห้าเมตร
ห้าโมงครึ่งถึงที่พักที่ชื่อ La Loxy Resort มืดแล้ว สายฝนหมอกสาดซัด ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินสำรวจ ทางที่พักเอาน้ำชากาแฟออกมาต้อนรับ ทั่งรีสอร์ทมีแต่พวกเรา นั่งเมาท์กันเสียงดัง คล้ายว่าการคุยกันยิ่งสนุกเท่าไหร่ยิ่งบรรเทาอาการปวดตูดได้มากเท่านั้น คำเตือน : การคุยสนุกบรรเทาอาการปวดตูด
เสียดายถ้าออกแต่เช้าคงได้เห็นที่นี่ตอนเย็น แต่ก็อย่างว่า พวกพี่พี่เค้าเริ่มทำงานกันตอน 10 โมงเช้า โอเค ซึ้ง…
หนึ่งทุ่มกินข้าว มีซุปไก่ ซุปผัก โรตี ข้าว กินอิ่มซักพัก มีนักเดินทางหัวทองคู่หนุ่มสาวเข้ามากินข้าว คุยกันไปมาพวกเค้ามาจาก Ireland ไป Trek มา 5 วันเดี๋ยวไปราชาสถานต่อ ใช้เวลาเที่ยวที่นี่รวม 1 เดือน คุยเรื่อยเปื่อย ซักพัก ลาจาก เข้าห้องนอน
ข้างนอกหน้าต่างนั่นฝนตกปอยปอยหรือสายหมอกสาดซัดกันนะ…..

เพิ่งสังเกตุชอบโลโก้ของพี่ สวยดี