หนีตามกาลิเลโอ : Dear Galileo

•มิถุนายน 19, 2009 • 2 ความเห็น

.

.

กาลิเลโอ

กับภาพยนตร์เดินทางของผู้หญิง

มันจะออกมายังไงหว่า

รอละกัน

.

ฟันดีผีคุ้ม

•มิถุนายน 18, 2009 • ให้ความเห็น

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไปทำฟันมาครับ

ถ้าแม่ยังอยู่ แล้วแม่รู้เรื่องนี้

ผมว่าผมเดาออกแน่นอนว่าแม่จะด่าผมเป็นภาษาอะไร

.

หนึ่งในประโยคที่แม่คอยบอกผมเสมอก่อนเข้านอน

คือแปรงฟันแล้วหรือยัง

มันบ่อยมากจนผมจำมันขึ้นใจเมื่อนึกถึงแม่

ตอนเด็กผมไม่เข้าใจว่าทำไมแม่จึงห่วงเรื่องสุขภาพฟันผมหนักหนา

ไม่เห็นแม่เคยถามถึงสุขภาพหู หรือ สุขภาพหัวเข่าผมบ้างเลย

ตอนโตขึ้นมาหน่อยถึงได้เข้าใจว่า

จริงจริงแล้วตัวแม่เองก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพฟันเป็นระยะระยะเหมือนกัน

นี่แหละหนาความห่วงหาชนิดจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

.

จนแล้วจนรอด ขนาดแม่เตือนขนาดนั้น

ฟันผมก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย

ผมโยนความผิดไปให้กรรมพันธุ์มานานแล้ว สำหรับเรื่องนี้

ตั้งแต่จำความได้ ผมอุดฟันมาแล้วเกือบรอบปาก

(เขียนให้ดูเยอะไปงั้น แต่ 3-4 ซี่ นี่ถึงอยู่)

รอบล่าสุดนี้ไม่ได้ไปอุดเพิ่ม

แต่ไปรักษารอยอุดเดิมที่ตอนนี้มันเริ่มออกอาการแตกตัว ไม่สามัคคีกันขึ้นมาซะอย่างนั้น

เสียงกรอฟันยังทำให้ผมฝันร้ายเหมือนในอดีต

คุณหมอบอกผมว่าถ้ามีอาการเสียวเมื่อไหร่ก็ให้บอก

จะฉีดยาชาให้

หมอคงลืมไปว่าผมพูดไม่ได้ระหว่างกรอฟัน

จำได้ว่าผมเข้าใกล้ความเสียวมากที่สุดไม่ต่ำกว่า 4 รอบ

แน่นอนผมบอกหมอไม่ได้ ผมไม่อยากขยับปากไปมา

ซึ่งนั่นอาจเป็นผลทำให้เครื่องกรอฟันเสียงหวีดหวิวของหมอเบี่ยงเบนความสนใจมาหาเหงือกผมได้

ในเมื่อพูดไม่ได้ก็ต้องใช้ท่าทาง

เสียวแรกผมพยายามโก่งตัวเล็กน้อย หมอเฉย คงอาจนึกว่าผมคันตูดเฉยเฉย

เสียวสองผมโก่งตัวในท่าเดิมแต่สูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว (แน่นอนปากยังอยู่ที่ลิบดาเดิมของโลก)

หมอเฉย คงนึกว่าผมคงคันตูดมากจริงจริง

เสียวสาม ผมโก่งตัวเอามือตบเบาะนอน หมอบอกผมอย่างสุภาพว่า “อีกนิดเดียวนะคะ”

(อย่างน้อยหมอก็เข้าใจถูกว่าผมไม่เคยคันตูดเลยในระยะเวลาที่ผ่านมา)

เสียวสี่ ผมโก่งตัวพร้อมบิดซ้าย มือตบเบาะเป็นจังหวะสกา เพราะเห็นว่ากำลังมา

หมอไม่ได้ลุกขึ้นเต้น แต่บอกกับผมว่า “อีกนิดเดียวคะ ใกล้ละ เราจะได้ไม่ต้องฉีดยาชากันนะคะ”

ขอบคุณมากหมอ

เมื่อหมดวิธี ผมจำต้องอยู่กับความเสียวซ่านนี้ให้ได้

การสร้างกำลังใจโดยผลิตจินตนาการปลอมขึ้นมา เป็นทางออกที่ไม่เลว

ผมจะแปลงร่างหมอให้เป็นน้องกิ๊ปซี่แล้วกัน

ผมกำลังทำฟันกันกิ๊ปซี่

นุ่มนวลขึ้นเป็นสองกอง

ไม่เอาดีกว่า

เพราะเดือนหน้ากิ๊ปซี่กำลังจะเป็นนางไม้แล้ว

นางไม้ทำฟันดูไม่เหมาะเท่าไหร่

ใครดี เป็นใครดี

“เรียบร้อยแล้วคะคุณ”

โธ่!!! เวรกรรม ทีอย่างนี้เอาซะเร็ว

.

ก่อนกลับผมลองถามหมอว่า

“คุณหมอใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไรครับ”

ไม่มีคำถามไหนที่จะถามหมอฟันได้เจ๋งเท่านี้อีกแล้ว

หมอที่ดูแลเรื่องฟันย่อมรู้ดีว่า อะไรดีต่อฟันที่สุด ตรรกเทพ

.

.

.

“ยี่ห้อไหนก็ดีเหมือนเหมือนกันหมดคะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบรสชาติหรือกลิ่นแบบไหนเท่านั้นเองคะ”

“เอาที่คุณหมอใช้อยู่อะครับ”

“เหมือนกันหมดคะ อยู่ที่คุณลูกค้าชอบเลยคะ”

“เอ่อออ…คุณหมอหันหลังบอกผมก็ได้นะครับ”

.

ผลรางวัล Cannes 2009

•มิถุนายน 8, 2009 • 1 ความเห็น

.

Palme d’Or

DAS WEISSE BAND (THE WHITE RIBBON) directed by Michael HANEKE

.

Grand Prix

UN PROPHÈTE (A PROPHET) directed by Jacques AUDIARD

.

Lifetime achievement award for his work and exceptional contribution to the hist

LES HERBES FOLLES (WILD GRASS) directed by Alain RESNAIS

.

Award for Best Director

Brillante MENDOZA for KINATAY

.

Award for Best Screenplay

LOU Ye for CHUN FENG CHEN ZUI DE YE WAN (Spring Fever)

.

Award for Best Actress

Charlotte GAINSBOURG in ANTICHRIST directed by Lars VON TRIER

.

Award for Best Actor

Christoph WALTZ in INGLOURIOUS BASTERDS directed by Quentin TARANTINO

.

Jury Prize Ex-aequo

FISH TANK directed by Andrea ARNOLD

.

BAK-JWI (THIRST) directed by PARK Chan-Wook

.

Vulcain Prize for an artist technician, awarded by the C.S.T.

MAP OF THE SOUNDS OF TOKYO directed by Isabel COIXET

.

แหล่งข้อมูลและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่

http://www.festival-cannes.com/en.html

.

รหัสสตรี

•มิถุนายน 4, 2009 • 4 ความเห็น

.

หวัดดีบล๊อก…..

กลับจากบาหลีตั้งนานแล้วหละ

ถ่ายรูปมามากมายอยู่

ตอนนี้กำลังเขียนเรื่องอยู่นะ

รีบรีบ จะรีบรีบ

เอามาเล่าที่นี่แหละ

เมื่อวันก่อนได้อ่าน เมลส่งต่อมาฉบับนึง

อ่านแล้วก็ได้อมยิ้ม

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คำกำกวมของผู้หญิง”

มีคำว่าอะไรบ้าง แล้วแปลว่าอะไรบ้าง ลองอ่านดูนะ

(1) ดี,โอเค : คำนี้ผู้หญิงใช้ปิดการโต้เถียงตอนที่เธอมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูก และคุณต้องหุบปากซะ

-
(2) ห้านาทีนะ : ถ้าหล่อนกำลังแต่งตัว นี่จะหมายถึงชั่วโมงครึ่ง แต่ห้านาทีก็คือห้านาทีถ้าเธอเพิ่งยอมให้คุณดูบอลต่ออีกห้านาทีแล้วค่อยไปช่วยเธอทำงานบ้าน

-
(3) ไม่มีไร : นี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า มันแปลว่า”มีอะไร”แน่ ๆ ขอให้เตรียมตัวได้เลย การโต้เถียงที่เริ่มด้วย “ไม่มีไร” มักจะไปจบลงที่ “ดี,โอเค”

-
(4) ก็เอาดิ,เอาเลย : นี่เป็นคำท้า ไม่ใช่คำอนุญาต อย่าทะลึ่งทำเป็นอันขาด!

-
(5) ทำเสียง ชิ,ฮึ,จึ๊ ฯลฯ ออกมาดัง ๆ : มันมีความหมายแน่นอน แต่อวจนภาษามักทำผู้ชายเข้าใจผิด เสียงพวกนี้หมายความว่าเธอกำลังคิดว่าคุณแม่งซื่อบื้อเหลือทน และไม่เข้าใจว่าจะมาเสียเวลายืนเถียงกับคุณเรื่อง”ไม่มีไร”แบบนี้ทำไม (กลับไปดู “ไม่มีไร” ที่ข้อ 3)

-
(6) ไม่เป็นไร: นี่คือสถานะอันตรายสุด ๆ ที่ผู้หญิงจะมีต่อผู้ชายแล้ว “ไม่เป็นไร”แปลว่าเธอต้องคิดดูก่อนอย่างนานและอย่างหนักว่าคุณต้องชดใช้อะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ ในความผิดที่คุณก่อไว้

-
(7) ขอบคุณ : ถ้าผู้หญิงขอบคุณ อย่ามีคำถาม อย่ามัวทำเฉย ตอบรับคำเขาไปดี ๆ (แต่ขอเพิ่มหน่อยว่า ถ้าผู้หญิงพูดว่า “ขอบคุณมาก” อันนี้ประชดเต็มดอก เธอไม่ได้ขอบคุณอะไรเลย อย่าได้ทะลึ่งตอบรับ ไม่งั้นคุณจะเจอกับ “เออ เอาเหอะ”)

-
(8) เออ เอาเหอะ : เป็นวิธีที่เจ้าหล่อนจะพูดกับคุณว่า ไอ้เอี้ย!

-
(9) อย่าห่วงเลย,อือ เข้าใจละ : อีกหนึ่งสถานะอันตราย หมายความว่านี่คือบางอย่างที่เธอบอกให้คุณทำมาหลายครั้งละ แต่คราวนี้เธอจะทำเอง ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะถามว่า “เป็นไรอะ” แล้วคุณก็จะเจอกับข้อ 3.

.

เราชอบห้านาทีที่สุด

เป็นห้านาทีที่ยาวนานที่สุดเท่าที่คนคนนึงจะรอได้ในช่วงชีวิตนี้

เป็นห้านาทีที่ห้ามคุณทักว่าเกินห้านาทีแล้ว

คุณอาจจะโดนบวกไปอีกห้านาทีและอีกห้าห้านาที

ขั้นสูงสุดคือ คุณอาจจะเห็นเธอหยุดทำทุกทุกกิจกรรมเอาดื้อดื้อ

แล้วบอกกับคุณว่าไปเลย ไปก่อนเลย

นั่นคือโทษที่มีคว่ามสำคัญเท่ากับถูกประหาร

ก้มหน้ารอเถอะครับ ปลอดภัยสุด

.

“ขอแอบเม้าท์ผู้หญิงนิดนึงนะ”

“ก็เอาดิ”

.

ไปบา มาไหว้

•เมษายน 8, 2009 • 6 ความเห็น

.

a1.

จดหมายถึงบล็อก

เราจะไม่อยู่ซักอาทิตย์นึงนะ

อย่ามองค้อนอย่างนั้นซิ

ธรรมดาก็ไม่ค่อยจะอัพนายอยู่แล้ว

ยังไม่ชินอีกหรอ

เอาเป็นว่าเรากลับมาแล้ว

เราจะเอาเรื่องที่เราไปพบเจอ

มาสลักไว้ที่นายนี่แหละ

ไม่ต้องกลัวไป

เราหนีไปพักร้อนไม่นานแหละ

บรรยากาศมันร้อนแดงเหลือเกิน ตอนนี้

ถ้าสนามบินยังเปิดใช้งานได้ปกติ

เราคงกลับมาตรงเวลา

สวัสดี

.

บ้านสวนราชาวดี หอมอบอุ่นกรุ่นศรีสะเกษ

•มีนาคม 24, 2009 • 2 ความเห็น

.

วันนี้เอาที่พักน่ารักน่ารักมาแนะนำกันครับ

ใครที่ผ่านไปจังหวัดศรีสะเกษ

แนะนำให้ไปลองค้างอ้างแรมกันนะครับ

แล้วจะเข้าใจว่าหอมอบอุ่นมันกลิ่นเป็นยังไงกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

.

บ้านทั้งหมดมี 5 หลังนะครับ

บานบุรี

บุหงาส่าหรี

ราชาวดี

พุดสามสี

ม่วงมณีรัตน์

สนใจลองโทรสอบถามที่นี่เลยครับ

08 9925 5793

ติดต่อพี่เม๋อ ได้เลยครับ

หรือลองแวะเข้าไปดูรูปเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

http://kosamer.multiply.com/journal/item/3

.

Hideaway, BlowAway

•มีนาคม 13, 2009 • 4 ความเห็น

.

ไป Hideaway หัวหินในวันที่มีผู้นำอาเชียนล้อมหน้าล้อมหลัง

ใครจะประชุมก็ประชุมกันไป

เราจะชิล

.

.

สระน้ำพาดตัวมาถึงหน้าห้อง (คนอื่น)

.

ช่องว่างระหว่างตึก

.

เราชอบขวดน้ำฝรั่งกับน้ำส้ม น่ารักมาก

แต่ควรดื่มเกินครั้งละ 1 ขวด

ไม่ต้องอ่านฉลากก่อนดื่มด้วย

.

หนูชื่อหนูหนุกเจ้าคะ

พ่อหนูเหน็บหนูไปด้วย

.

มีซุ้มตรงเกาะกลางสระน้ำ

โยกเยกได้ 1 เพลิน

.

ไม่รู้ตอนนี้ น้ำในนั้นเดือดแล้วหรือยัง

.

ใครไป Let’s Sea หรือ บ้านใกล้วัง แล้วหาโต๊ะนั่งไม่ได้

เราแนะนำให้มาที่นี่

อยู่ติดกับร้านอยู่เย็น

บรรยากาศดีใช้ได้เลยแหละ

.

หน้าร้านสนามหญ้า กว้างได้ใจ

.

มุมละเลียด

.

ความสุขของโกธิ

ไปกินหลังจากท่านนายก ยกก้นกลับโรงแรมได้ไม่นาน

(มันจะเอามาภูมิใจทำไม)

.

วันกลับแวะไป หัวหินฮิลล์

แหล่งปลูกองุ่นที่หัวหิน

.

อาหารที่ เดอะศาลา

กินพร้อมวิว ดีใช้ได้

.

ตามไปดูรูปอีกมากมายได้ที่นี่ครับผม

http://sanookpradesh.multiply.com/photos/album/4/Hideaway_BlowAway

ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านกันครับ

.

คุยกับ ลุพธ์ อุตมะ

•กุมภาพันธ์ 25, 2009 • 2 ความเห็น

.

เนื่องจากเอนทรีข้างล่าง

ไปเจอสัมภาษณ์คุณ ลุพธ์ อุตมะ ในกรุงเทพธุรกิจฯ

เห็นว่าน่าสนใจ เอามาฝากอ่านกันครับ

.

luv

.

ลุพธ์ อุตมะ

เป็นทายาทเจ้าของร้านปอเปี๊ยะ ก๋วยเตี๋ยวหลอดชื่อดัง หลังโรงหนังฟ้าธานีเก่า คนเมืองเชียงใหม่ ไม่มีใครไม่รู้จัก

เกิดมา 32 ปี ชายหนุ่มคนนี้ เพิ่งจะมีโอกาสได้มาช่วยแม่ เสิร์ฟ ห่อปอเปี๊ยะ รับเมนู และล้างจาน…ก็วันนี้

ทั้งๆ ที่เกิดและโตในเชียงใหม่ ไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเกิด แต่ ลุพธ์ อุตมะ บัณฑิตจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อสิบกว่าปีก่อน บอกกับเราว่า “เพิ่งจะได้มาช่วยแม่วันนี้ ร้อนมาก (ลากเสียงยาว) เหงื่อตกเลย แต่ก็สนุกดีครับ” เขาเปรย หลังกลับมาจากอังกฤษได้ไม่กี่วัน

จริงอยู่ ชีวิตของเด็กหนุ่มล้านนาคนหนึ่งซึ่งไปทำงานในต่างแดน อาจจะไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าจะบอกว่า เขากลับมาครั้งนี้เพื่อรอลุ้นผลรางวัลออสการ์ที่ประกาศวันนี้

เปล่า เขาไม่ใช่คอหนังตัวยง แต่เขาจดจ่ออยู่กับ รางวัลสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (Best Achievement in Costume Design) เป็นพิเศษ ซึ่งภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษเรื่อง The Duchess คือ 1 ใน 5 ที่ได้เข้าชิง และ เขาเป็นคนไทยตัวเล็กๆ หนึ่งเดียวในหนังเรื่องนั้น…

  • ลุ้นแค่ไหนคะ

80 เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะได้มา 1 รางวัลแล้วจาก BAFTA Film Award (ออสการ์ของฝั่งอังกฤษ) เราทำงานกันหนักจริงๆ ทำกันเป็นทีมเวิร์ค สำคัญที่สุด

  • คุณลุพธ์ เข้าไปดูในส่วนไหน

ผมเป็นผู้ช่วยคอสตูม ดีไซเนอร์ ดูแลเสื้อผ้านักแสดงชาย ซึ่งต้องทำรีเสิร์ชเยอะมาก เพราะเป็นหนังพีเรียด ย้อนไปราว ค.ศ.1780 เรื่องราวของตระกูเสปนเซอร์ ต้นตระกูลของเจ้าหญิงไดอาน่า

ก่อนผมจะได้เข้าไปทำ เขาเรียกตัวสัมภาษณ์ 5 คน มีผมคนไทยคนเดียว นอกนั้นอังกฤษหมด ก่อนไปผมทำการบ้านเยอะมากกก ทั้งหาข้อมูล เดินพิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือ เผื่อเวลาเขาถามเราจะได้ตอบถูก สุดท้ายเขาก็เลือกเรา (ยิ้ม)

  • ต้องเตรียมตัวอย่างนี้ทุกครั้ง?

ใช่ครับ เราเป็นคนไทย ต้องพยายามมากกว่า สมมติเขาทำ 100 เราต้องทำ 150 ต้องพิสูจน์ตัวเอง ทั้งซักรองเท้า เสื้อผ้า ถุงเท้า ทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐาน  เพราะเป็นคอสตูม ดีไซเนอร์ ไม่ใช่แค่ซื้อหรือออกแบบเสื้อผ้า

  • แล้วเข้าไปในวงการได้อย่างไรคะ

ต้องย้อนกลับไปสมัยมหาลัย ด้วยความที่ชอบงานการแสดง เข้าไปปี 1 ก็ไปอยู่ชุมนุมการแสดงเลย แล้วก็รู้ทันทีว่า แสดงไม่เก่ง (หัวเราะ) พอขึ้นปี 2 ก็ได้ไปทำงานเบื้องหลัง ทำทุกอย่าง ฉาก ไฟ ช่วยกำกับการแสดง ซึ่งอย่างหลังคิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุด เราได้มองงานเป็นภาพรวม แจกแจง แบ่งงานตามความสามารถของแต่ละคน พอขึ้นปี 4 ก็ได้เป็นผู้กำกับครับ

  • เป็นผู้กำกับที่ดุไหมคะ

ไม่ดุ แต่ละเอียด

ยกตัวอย่าง ตอนเรียน ได้ทำละครเวทีเรื่อง ‘ความเข้าใจผิดของอัลแบร์ การ์มู’ ได้สคริปต์เป็นภาษาไทยมาอ่าน อ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ เลยไปหาบทภาษาอังกฤษมาอ่าน ก็ยังรู้สึกว่าไม่ เลยไปหาต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสมาอ่าน ถึงจบ

สรุป อ่านถึง 3 ภาษาแล้วค่อยมาคุย ตีความกับอาจารย์ จุดนี้เลยยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเราทำงานด้านนี้ได้

  • เขยิบไปใกล้ในวงการหนังได้อย่างไร

ปี 3 มีพี่คนหนึ่งชื่อหนอน ทำแคสติ้งให้กับหนังต่างประเทศ มาที่มหาลัย ติดต่อมาที่ชุมนุม หาคนไปช่วยทำแคสติ้ง เราก็ได้ไปช่วย ก็รู้สึก เฮ้ย ชอบ

ขึ้นปี 4 ไปฝึกงานที่ฝรั่งเศส ไม่ไปกรุงเทพฯ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ไม่เป็น อยู่เชียงใหม่ ก็ไม่มีที่ให้ฝึก (เอกประชาสัมพันธ์) เลยตัดสินใจไปฝรั่งเศส โดยหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เขียนเมลล์ไปขอฝึกงานแล้วเขาก็ตอบกลับมา สรุปได้ไปฝึกที่ศาลากลางจังหวัด ในแคว้นแคว้นหนึ่งของเขา

พอกลับมา พี่หนอนก็ชวนให้เข้ามาช่วยงาน เพราะมีหนังฝรั่งเศสกำลังเข้ามาถ่ายทำ พี่หนอนพาไปแนะนำกับ ป้าแอร์ มุทิตา ณ สงขลา ซึ่งเป็น คอสตูม ดีไซเนอร์ที่เก่งมาก หนังฟอร์มใหญ่ๆ ที่ถ่ายทำในเมืองไทยเกือบทุกเรื่องต้องเรียกป้าแอร์ เลยได้ไปช่วยเขาเพราะเราพูดได้ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ป้าแอร์ก็เอ็นดูเรา สอนเราทุกอย่าง

  • โกอินเตอร์เลยหรือเปล่าคะ

ยังครับ รอจนเรียนจบอายุ 22 พอ 23 ตัดสินใจไปลอนดอนเลย ตอนนั้นแฟนเป็นกงสุลอังกฤษ (ประจำเชียงใหม่) ต้องย้ายกลับไป เลยตัดสินใจไปเลย

  • ทางบ้านไม่ว่าเหรอคะ

แม่เขาคอยสนับสนุนให้ทำทุกสิ่งที่ชอบ ถือเป็นความโชคดี เพราะเขาให้ความรักกับเราได้ไม่เต็มร้อย เขาเลยให้เรามาในรูปแบบนี้ แม่จะไม่เคยบอกว่าไม่ แต่จะถามว่า อยากหรือเปล่า ถ้าลูกว่าดี แม่ก็ว่าดี

  • ขอถามเรื่องครอบครัวนะคะ

คุณแม่เลิกกับคุณพ่อ ท่านมีครอบครัวใหม่ทั้งคู่ แต่เราจะมาอยู่กับญาติทางแม่ ไปอยู่กับน้าบ้าง ลุงบ้าง ป้าบ้าง ย้ายไปอยู่บ้านละ 2-3 ปี เพราะแต่ละบ้านมีภาระ ลูกเขาโต ไม่มีเวลาดูแล เราก็โรเททไปบ้านอื่น

เด็กๆ ก็น้อยใจนะว่าทำไมครอบครัวไม่อบอุ่น ทำไมต้องย้ายไปบ้านโน้น บ้านนี้ แต่พอโตมา มันกลับสอนเราว่า ชีวิตไม่ได้อะไรมาง่ายๆ เสมอไป

  • เริ่มต้นอย่างไรคะ ชีวิตที่อังกฤษ

เริ่มไปลงเรียนคอร์สสั้นๆ ที่ London College of Fashion แล้วก็ทำงานร้านอาหารไทยไปด้วย ทำอยู่ 3-4 เดือนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ถามตัวเองว่า อีก10ปีข้างหน้า เราจะทำอะไร จะยังทำร้านอาหารไทยเหรอ เลยลาออกมา

แล้วเขียนจดหมายไปบีบีซี ลอนดอน ขอฝึกงานด้านเสื้อผ้า แต่เขายังไม่ตอบกลับมา เลยไปลงคอร์สเรียนวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าวินเทจ(โบราณ) เพิ่มเติม ไม่นานบีบีซีกเรียกตัวไปสัมภาษณ์ ถามเราว่าคาดหวังอะไรบ้าง คือเขามองเราเป็นเด็กต่างชาติ แต่น่าสนใจตรงพูดภาษาเขาได้ มีความรู้เรื่องเสื้อผ้าพอสมควร ก็ได้ฝึกกับที่นั่น 4 เดือน เวียนไปทำหลายโปรดักชั่น

ต่อด้วยฝึกงานที่ Royal Opera House ที่นี่ เราได้เรียนรู้งานด้าน เอฟเฟกต์เสื้อผ้า เช่น ย้อมผ้าให้เก่า ปรับสีให้มอๆ หรือ การทำเอจจิ้ง (Aging) เสื้อผ้า เพราะหนังละคร มีทั้งคนจน คนแก่ คนถูกทิ้ง ซึ่งการเอจจิ้งเสื้อผ้าจะทำให้คาแรคเตอร์ของแต่ละตัวแสดง ชัดเจนขึ้น

พอฝึกจบ ก็ร้อนวิชา เขียนจดหมายไปหาคอสตูม ดีไซเนอร์เยอะมาก (ลากเสียงยาว) เขียนไปยี่สิบกว่าคน ไม่มีใครตอบกลับมาเลย รออยู่นานมาก (ลากเสียงยาวอีก) ก็มีอยู่คนหนึ่งตอบกลับมา ชื่อ แอนดรูว์ คอกซ์ (Andrew Cox) เขาเรียกเราเข้าไปคุยและให้โอกาส สอนการอ่านสคริปต์ การตีความตัวละครต่างๆ เป็นเมนเตอร์ (ที่ปรึกษา) ให้เรา

จากจุดนั้นเลยค่อยๆ มีงานเข้ามา ทั้งหนัง ซีรีส์โทรทัศน์ รายการต่างๆ

  • ฟังดูเส้นทางยาวไกล

เราไม่ได้จบปริญญาด้านนี้มาโดนตรง เลยต้องพยายามให้มาก โชคดีที่อังกฤษ จะใช้ประสบการณ์เป็นหลัก เขาจะไม่เคยถามเราว่าจบจากที่ไหน เขาจะดูเนื้องาน ดูรายละเอียด เช่น ตัดเย็บได้หรือเปล่า ทำเอจจิ้งได้ไหม พูดง่ายๆ ดูหน้างานมากกว่า

  • จริงๆ แล้ว งานคอสตูม ดีไซเนอร์ มีรายละเอียดอย่างไรบ้างคะ

ขั้นแรก ได้สคริปต์มา อ่าน และตีให้แตก ให้เห็นคาแรกเตอร์ของแต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร

สอง ทำคอสตูม พล็อต (Costume Plot) ของทุกฉาก ทุกตอน และทุกวัยของทุกตัวละคร ถ้าโปรดักชั่นไหน ทุนไม่เยอะ ก็ใช้วิธีซื้อเอา แต่ถ้าเงินเยอะ ก็ดีไซน์เอง แล้วถึงจะไปหา คอสตูม เฮาส์ (Costume House) สถานที่ให้เช่า รับตัดเย็บ และเก็บเสื้อผ้าที่เป็นคอสตูม จะเป็นแหล่งรวมของ คอสตูม ดีไซเนอร์ ทั่วอังกฤษ

สาม เลือกเสื้อผ้า ทำฟิตติ้ง (Fitting) กับนักแสดง ขั้นตอนนี้ต้องคุยกับโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับและนักแสดง

คุยกับโปรดิวเซอร์ว่าอยากให้โทนสีของหนังออกมาเป็นอย่างไร จะทำเป็น คัลเลอร์ พาเล็ต (Color Palette) แผงสี หลายๆ สีไปให้เขาเลือกดู ส่วนผู้กำกับ คุยกันว่าอยากให้หนังออกมาเป็นรูปแบบไหน

กับนักแสดง ก็แชร์กันว่า อยากให้คาแรกเตอร์ของตัวเองออกมาเป็นอย่างไร

  • ดูละเอียดมากเลยนะคะ

ยัง ยังไม่จบครับ ขั้นตอนที่สี่  ถึงการถ่ายทำ ซึ่งไม่ได้ถ่ายทำตามสคริปต์หน้า 1-100 นะครับ ถ่ายตามโลเกชั่นเป็นหลัก ต้องสลับฉากไปมา เราต้องดูความต่อเนื่อง สมมติว่าฉากนี้ ที่นี่เสื้อเปียกนิดหน่อย พออีกเดือนต่อมา ต้องไปถ่ายอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นฉากต่อกัน เราก็ต้องทำให้เสื้อดูเปียกเหมือนๆ กันอีก

สุดท้าย โพสต์โปรดักชั่น (Post Production) เรายังต้องเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดเอาไว้ เผื่อจะมีการถ่ายซ้ำ (Reshoot) อาจเพราะ สีไม่ดี หรือ ล้างออกมาแล้วฟิล์มเลอะ พอหนังฉายนั่นแหละถึงจะปล่อยเสื้อผ้าออกไปได้

  • ปล่อยไปไหนคะ

ไปไว้ที่คอสตูม เฮาส์ หนังอังกฤษส่วนใหญ่จะเอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปเก็บไว้ที่นั่น ดังนั้นที่นั่นจะมีเสื้อผ้าทุกแนว ทุกยุคสมัย ทุกเพศทุกวัย เผื่อเรื่องต่อๆ ไป จะมายืม หรือมาดูเพื่อเป็นไอเดีย หาข้อมูลเพื่อทำเรื่องใหม่

คอสตูมเฮาส์ที่นั่นจึงใหญ่มาก เดินสองวันก็ยังไม่หมด นั่งแสดงให้เห็นว่า อังกฤษให้ความสำคัญกับงานด้านศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะแต่งหน้า ทำผม ดีไซน์ ดาราหรือนักแสดงเองก็ให้เกียรติเรามาก

  • งานที่คุณลุพธ์ทำอยู่ ความยากที่สุดคืออะไร

ความเป็นคนไทย มันก็มีส่วนนะ คือ ต่อให้พูดเก่งแค่ไหน ยังไงมันก็ไม่ใช่ภาษาเรา บางครั้งเราไปเจอภาษาเฉพาะ ไม่เข้าใจ แต่บางครั้ง คนไทยไม่ถาม เอาแต่ เยส เยส ทั้งที่จริง ไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่า

แต่ผม ถ้าไม่รู้ จะถามเลย

  • เคยเจอสถานการณ์ลำบากบ้างไหม

ตลกมากกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง พอจบงานจากบริเจ็ท โจนส์ (Bridget Jones: The Edge of Reason) เจนี่ (Jany Temime) คอสตูม ดีไซเนอร์ของเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ชวนมาให้ช่วยทำภาค 4 (Harry Potter and the Goblet of Fire) ทำชุดเด็กหญิงอินเดียฝาแฝด แต่บังเอิญว่า ตอนนั้น แอนดรูว์ คอกซ์ (เมนเตอร์) เรียกตัวให้ไปเป็น คอสตูม ซูเปอร์ไวเซอร์ (Costume Supervisor) ของหนังเรื่อง The Business เรื่องนี้เราได้คุมภาพรวม และได้ดีไซน์เองทั้งหมด

ก็ชั่งใจนะ ระหว่างหนังดัง แต่เราเป็นแค่ตัวเล็กๆ ได้ทำเสื้อให้เด็กอย่างมากแค่ 20-30 ชุดกับอีกเรื่อง แม้จะฟอร์มเล็ก แต่เราได้เป็นบอส ได้ดู ได้ใช้ความสามารถ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบเสื้อผ้าทุกคาแรคเตอร์ รวมกว่า 20 คาแรกเตอร์ 4,000-5,000 ชุด

เลยตัดสินใจเลือกทางนี้ เพื่อนยังขำเลยนะว่า ยูทิ้งแฮร์รี่ฯ ได้ยังไง แต่ตอนนั้น เรารู้สึกว่าเราเลือกถูกแล้ว

  • ค่าตอบแทน น่าพอใจไหมคะ

ก็ดีครับ ได้เงินเท่าคนอังกฤษ ตีคร่าวๆ ประมาณอาทิตย์ละ 1,000 ปอนด์ แล้วแต่ว่าเรื่องไหนเราเป็นบอส หรือผู้ช่วย

  • จัดตารางเวลาให้ตัวเองอย่างไร

จันทร์-เสาร์ ทำงาน วันอาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ ก็จะไปตามพิพิธภัณฑ์ ศึกษางานเสื้อผ้า เทคคอร์สเสื้อผ้า ดูโอเปร่า (ดูโปรดักชั่น) ไปร้านหนังสือ ซื้อมาไว้เป็นคลังข้อมูล ที่บ้านจะมีหนังสือเยอะมาก

  • ชีวิตดูมีความสุขนะคะ

เหงาครับ (ตอบทันที) no place like home ครั้งหนึ่งเคยถามตัวเองว่าจะอยู่อังกฤษทำไม อยากกลับเมืองไทย เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ไม่มีคนไทยทำงานด้วยเลย

เลยโทรคุยกับแม่ แม่บอกว่า ลุพธ์ อายุ 32 ก็เหมือนเราพายเรือได้มาแค่ครึ่งเดียว ยังไม่ถึงฝั่งเลย พายต่อไปอีกนิด เดี๋ยวก็ถึงฝั่งแล้ว

ฟังอย่างนั้น เราก็ฮึด มีกำลังใจ

  • วางอนาคตไว้อย่างไร

อยากเป็นคอสตูม ดีไซเนอร์ที่เก่ง เก่งในที่นี้คือ ไม่หยุดนิ่ง เรียนรู้ตลอด

สำหรับผม คนที่บอกว่าตัวเองเก่งแล้ว คือคนที่ไม่เก่ง แต่คนที่ถ่อมตัวว่ายังไม่เก่ง คนนั้นน่ะเก่งจริง

ถ้าเปรียบกับการพายเรืออย่างที่แม่บอก 1-10 เราน่าจะมาได้แค่ 4 หนทางยังอีกกว้างและไกล มีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

ใฝ่ฝันมากๆ ว่าอยากจะกลับมาอยู่เมืองไทย กลับมาอยู่กับแม่ กลับมาเป็นอาจารย์ เอาความรู้ ประสบการณ์ที่มีมาถ่ายทอดให้เด็กๆ น้องๆ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้น ขอเก็บเกี่ยวให้แข็งและแน่นก่อน ตั้งใจว่ากลับมาแล้ว จะต้องตอบได้ทุกคำถาม

  • ชื่อลุพธ์ แปลกดี แปลว่าอะไรคะ

นายพรานครับ เป็นภาษาสันสกฤต ลุงตั้งให้

  • ถ้าเป็นนายพรานจริงๆ จะล่าอะไร

คงเป็นนายพรานล่าฝันมั้งครับ (หัวเราะ)

  • กลับมาเมืองไทย ได้เล่าเรื่องออสการ์ให้แม่ฟังหรือยังคะ

แม่ไม่รู้จักออสการ์ (หัวเราะ) ถามว่า คืออะไรเหรอลูก เราก็อธิบายว่า ก็สุพรรณหงส์ของอเมริกา เขาถึงร้องอ๋อ เหรอ เออ เก่งนะลูก (หัวเราะ)

ผลงานเด่นๆ ของลุพธ์

@ Costume Assistant : The Duchess Oct-Nov 2007

- Won Best Costume Design; BAFTA Film Award 2009

Assistant costume designer :  House of Saddam (HBO/BBC Films) May-Sept 2007

@ Costume Supervisor : The Business Sept – Nov 2004

- Nominated Best Achievement in Production; British Independent Film Award 2005

@ Costume Assistant : Alexander / thailand unit Jan-Feb 2004

@ Costume Assistant:  : Bridget Jones: The Edge of Reason / thaland unit   December 2003

- Nominated Best British Film; Empire Award 2005

.

บทความและรูปภาพจากกรุงเทพธุรกิจ

.

Wonderful Millionaire ลุพธ์ ขอแสดงความยินดีใจ

•กุมภาพันธ์ 23, 2009 • 1 ความเห็น

.

นี่ชนะรางวัลสูงสุดในประเทศ

.

ส่วนนี่ชนะรางวัลสุงสุดในโลก

.

แถมอีกนิด

ลุพธ์ อุตมะ

คนไทยหนึ่งในทีมออกแบบเครื่องแต่งกาย

ได้รับรางวัลออสการ์

สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจากเรื่อง  The Duchess

แจ๋วจริง

.

Wonder เปี๊ยก Girl

•กุมภาพันธ์ 20, 2009 • ให้ความเห็น

ไอ้หนู Madin แล้วข้าจะรอดูเอ็ง

•กุมภาพันธ์ 19, 2009 • ให้ความเห็น

.

.

เด็กน้อยข้อตีนพระเจ้าวัย 6 ขวบจากแอลจีเรีย

สับหมูให้แม่ต่อไปคงดูหมดอนาคตน่าสังเวช

พลิกโอกาสหันมาสับใส่ลูกบอลกลางผืนหญ้าช้ำชอุ่ม

จากแอลจีเรียมุ่งหน้าสู่แดนน้ำหอม

อนาคตอันใกล้กำลังเจรจาว่าจะไปกินมักกะโรนีหรือนอนเล่นแถวห้างแฮรอดด์

ติดตามกันโดยกระชั้นไม่ก็กระเธอตามสะดวกเถิด

.

คนแปลกหน้าแถวแถวเวทีออสการ์

•กุมภาพันธ์ 17, 2009 • 1 ความเห็น

กับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมปี 2008

.

The Baader Meinhof Complex

Germany

Directed by Uli Edel

.

The Class

France

Directed by Laurent Cantet

.

Departures

Japan

Directed by Yojiro Takita

.

Revanche

Austria

Directed by Götz Spielmann

revanche

ดูได้ที่นี่ครับ http://www.metacafe.com/watch/1909783/revanche_trailer/

.

Waltz With Bashir

Israel

Directed by Ari Folman

.

อิสราเอลคูลมาก

ชอบออสเตรีย

เชียร์ เดอะ คลาส

แอบซึมกับความสวยงามของความโศกของพี่ยุ่น

ชอบเรื่องไหนกันบ้างครับ

.